พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 กล่าวถึงการสืบสวนสอบสวนคดีไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่มีผู้เสียชีวิตแล้ว 33 ราย และบาดเจ็บกว่า 70 ราย ว่า ในส่วนของคดี พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ร่วมกับสน.พหลโยธิน สอบปากคำพยานไปแล้ว 96 ปาก แบ่งเป็น เจ้าของร้าน 1 ปาก พนักงานร้าน 26 ปาก ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ 56 ปาก เจ้าหน้าที่ผู้ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ 10 ปาก และผู้เชี่ยวชาญด้านโยธาและสิ่งแวดล้อม 3 ปาก
นอกจากนี้ จากข้อมูลของการไฟฟ้าพบว่า เจ้าของร้านเคยยื่นคำขอเพิ่มกำลังไฟฟ้า เนื่องจากระบบเดิมไม่เพียงพอ โดยขอเพิ่มจาก 30/100 แอมป์ เป็น 200 แอมป์ ตั้งแต่เปิดร้านได้ประมาณ 2 เดือน แต่เบื้องต้นยังไม่ได้มีการติดตั้งระบบใหม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารและหลักฐานประกอบ
สำหรับการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านที่ได้รับจากกองพิสูจน์หลักฐาน เบื้องต้นพบว่า เริ่มมีกลุ่มควันบริเวณฝ้าเพดานเหนือเวทีฝั่งประตูด้านขวา ก่อนเกิดเปลวเพลิงประมาณ 15 วินาที โดยภาพรวมตั้งแต่เริ่มเกิดกลุ่มควันจนเกิดเพลิงลุกไหม้ใช้เวลาราว 1 นาที ช่วงเวลาประมาณ 23.49 น. ก่อนเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงในเวลาประมาณ 23.50 น.
ขณะเดียวกัน กองพิสูจน์หลักฐานยังอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้
ส่วนประเด็นการขออนุญาตประกอบกิจการ พบว่าเดิมร้านได้รับอนุญาตเป็น ร้านอาหาร ขณะนี้ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต รวมถึงผู้ตรวจสอบอาคาร มาให้ปากคำแล้ว และอยู่ระหว่างรอเอกสารเพิ่มเติมจากสำนักงานเขต
สำหรับข้อสงสัยเรื่อง ประตูทางออกถูกล็อกหรือไม่ ตำรวจระบุว่า ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อและคำให้การของผู้เกี่ยวข้องยังไม่สอดคล้องกัน จึงเตรียมเรียกพยานสำคัญมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
ขณะที่ น.ส.บุษกร แสนสุข ประธานสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย ภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า ตั้งแต่วันแรกที่ลงพื้นที่ จึงลุกไหม้อย่างรุนแรง จึงเริ่มตรวจสอบหาต้นตอของเชื้อเพลิงภายในอาคาร
“ในครั้งแรกมองว่าเกิดจากเชื้อเพลิงอยู่บนฝ้าเพดานที่เป็นแผ่นซับเสียง และวัสดุตกแต่งต่างๆ บนเพดาน และพอมาดูก็ไม่ได้มีความหนาหรือมากจนเกินไป แต่ต่อมาก็ไปเจอว่าเหนือฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นโครงสร้างเหล็ก ซึ่งจะมีกการฉีดพ่นโฟมฉนวนกันความร้อนหนาประมาณ 3 นิ้ว และ เมื่อเปิดฝ้าเพดานตรวจสอบ ก็พบว่าด้านในเกิดการลุกไหม้เป็นวงกว้าง จนทำให้เกิดการสะสมของความร้อนและแรงดันภายในและดันลงสู่ด้านล้าง โฟมฉนวนกันความร้อนภายในฝ้าเพดานลุกไหม้จนกลายเป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้เกิดก๊าซจากการเผาไหม้สะสมอยู่ภายในอาคาร ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้บาดเจ็บหลายรายที่ระบุว่า ได้กลิ่นฉุนจนแสบจมูก โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดคือบริเวณหน้าเวที
เมื่อเกิดเหตุและมีการเปิดประตู อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่อาคารอย่างรวดเร็ว ทำให้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ได้รับออกซิเจนและติดไฟทันที ส่งผลให้เกิดเปลวไฟพุ่งออกมาอย่างรุนแรง โดยสารโฟมที่เคลือบจะได้มาตรฐานหรือไม่นั้นอยู่ที่การพิสูจน์ และพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของร้านมีการฉีดพ่นโฟมหนาประมาณ 2 นิ้ว แต่บริเวณหน้าเวทีและบาร์น้ำมีการฉีดพ่นหนาประมาณ 3 นิ้ว”
“ส่วนกรณีการผสมสารหน่วงไฟในโฟมนั้น แม้จะช่วยชะลอการลุกติดไฟในระดับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ในการทดสอบ แต่หากเกิดเพลิงไหม้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าดังกล่าว โฟมก็ยังสามารถลุกไหม้และกลายเป็นเชื้อเพลิงได้ ฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการว่า บ้านเรามีอากาศค่อนข้างร้อน หากจะนำโฟมไปฉีดพ่นก็เสี่ยงเรื่องอัคคีภัย และก็ต้องดูระบบไฟฟ้าร่วมด้วย และหากเมื่ออาคารมีลักษณะเพดานต่ำ และมีการติดไฟที่เพดาน การแผ่รังสีความร้อนก็จะเร็วยิ่งขึ้น และการเคลื่อนที่ของไฟก็จะเร็วขึ้น”
ทั้งนี้ ควรมีการติดตั้งระบบระบายควันหรือพัดลมระบายควันตามมาตรฐาน เพื่อช่วยลดการสะสมของควันและความร้อน เพิ่มโอกาสในการอพยพของผู้ที่อยู่ภายใน และลดการกระทบต่อโครงสร้างอาคารไม่ให้ถล่มตามมา ทั้งนี้สาเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้ยังคงต้องตรวจสอบและพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews