“กัญชา” นโยบายที่หวังดี สู่การติดลบในสายตาชาวโลก

Hot Clips Video

 

รัฐบาลไทยกำลังเร่งจัดการกับปัญหายาเสพติด อันมีผลมาจากกรณี ทางการออสเตรียเลีย จับกุมแอร์โฮสเตสสาว ในข้อหาลักลอบขนเฮโรอีน ทำให้ไทยถูกจับตาในเรื่องยาเสพติดในระดับนานาชาติอีกครั้ง และล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ประเทศอังกฤษ ออกมาชี้ชัด ไทยคือต้นทางการลักลอบส่งกัญชา ที่กำลังสร้างความกังวลใจในระดับนานาชาติ

 

 

จากข้อมูลก่อนหน้านี้ ประเทศญี่ปุ่น สามารถตรวจยึดกัญชาจากไทยได้มากกว่า 1.5 ตัน ในปี 2568 และเป็นจำนวนพุ่งสูงขึ้นกว่า 3 เท่าจากปีก่อน ต่อมา อินโดนีเซีย เพิ่งทลายเครือข่ายลักลอบขนช่อดอกกัญชารายใหญ่ จับผู้เกี่ยวข้องได้หลายราย และระบุว่ากัญชาล็อตนี้ มีต้นทางจากประเทศไทย ซึ่งเหมือนเป็นการตบหน้ารัฐบาล”นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” และพลพรรคสีน้ำเงินแบบจังๆ เพราะพรรคภูมิใจไทย คือสารตั้งต้น ในการปลดล็อคกัญชา เคยใช้เป็นนโยบายเรือธง ในการหาเสียง เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 และผลักดันสำเร็จในปี 2565 ซึ่งสมัยนั้น”อนุทิน” เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุข

ในการหาเสียงครั้งนั้น “อนุทิน” และพรรคภูมิใจไทย เคยขายฝันเอาไว้ว่า “ปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้น เป็นความหวังทางเศรษฐกิจ ขายได้กิโลละ 7 หมื่น” และพูดกันอีกหลายครั้งว่า “นโยบายกัญชา คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคได้รับโอกาสเข้าสภา” จนถึงตอนนี้ “นโยบายกัญชา” ที่เคยสวยหรูสำหรับการแพทย์ ที่นักการเมืองผลักดันกันไว้แบบไร้ความรับผิดชอบ กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยถูกจับตาในมิติยาเสพติดข้ามชาติ ทำลายภาพลักษณ์ ภาพจำที่ดีของไทยในเวทีโลกไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ นับเป็นความเสียหายขั้นรุนแรงที่สุด

นอกจาก นโยบาย”กัญชา”จะทำลายชื่อเสียงของไทยแล้ว ยังทำลายอนาคตของชาติด้วย โดยข้อมูลปี 2568 พบผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้กัญชาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราผู้ป่วยใหม่เข้ารับการรักษาในระบบสาธารณสุข สูงถึง 12.14 คนต่อประชาการแสนคนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มเยาวชน และสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือราคาที่สังคมต้องจ่ายจากนโยบายที่ถูกเร่งรัดเพื่อคะแนนเสียง มากกว่าถูกออกแบบอย่างรอบคอบเพื่อปกป้องประชาชน

“นายกฯอนุทิน” พูดถึงเรื่องกัญชา ล่าสุดว่า ใครลักลอบขนออกนอกประเทศต้องรับกรรมเอง พร้อมกับพยายามลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอีกครั้งว่า “ตนเองขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ จากข้อมูลของส่วนราชการ และทำทุกอย่างภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ดีก็พร้อมปิด แต่ต้องดูให้ครบทุกมิติ”

เป็นการตอบในเชิงหลัการที่ดูดีมาก แต่หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของนโยบายกัญชาเสรี มันคือ “นโยบายเรือธง”ของพรรคภูมิใจไทย ที่ใช้หาเสียง แต่เมื่อเกิดความเสียหายกลับอ้างเป็น “ทำตามข้อมูลของส่วนราชการ” เหมือนเป็นการปัดสวะให้พ้นตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ฝ่ายการเมือง พรรคภูมิใจไทย คือผู้ผลักดัน คือผู้กำหนดทิศทาง กดดันกลไกราชการ ในการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 โดยที่กฎหมายควบคุมยังไม่พร้อม จนเกิดสุญญากาศทางกฎหมายยืดเยื้อมาหลายปี

“พัฒนา พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีสาธารณสุขจากพรรคถูมิใจไทย ยืนยันว่า นโยบายกัญชาของรัฐบาลเน้นย้ำจุดยืนที่กัญชาเพื่อการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น ไม่สนับสนุนการใช้เพื่อสันทนาการอย่างเด็ดขาด และที่ผ่านมา ไม่ได้มีการปล่อยปละละเลยตามที่ถูกกล่าวหา และกำลัง ผลักดันกฏหมายเพื่ออุดช่องโหว่เด็ดขาด แก้ปัญหาระยะยาว คือ พ.ร.บ. กัญชา กัญชง พ.ศ. …ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว และจะมีการกำหนดบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงขึ้น สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนที่นำไปใช้ผิดประเภทด้วย

สำหรับวิกฤตกัญชาเสรีครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหายาเสพติด ไม่ใช่แค่ปัญหาสาธารณสุข ไม่ใช่แค่ปัญหาภาพลักษณ์ประเทศ แต่มันคือบททดสอบจริยธรรมทางการเมืองของคนที่เคยเป็นเจ้าของนโยบาย หากผลลัพธ์พิสูจน์แล้วว่านโยบายนี้สร้างความเสียหาย สิ่งแรกที่ควรเกิดขึ้น คือการยืดอกยอมรับความจริง ขอโทษประชาชน เร่งอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และรับผิดชอบต่อผลพวงจากนโยบายที่พรรคของตัวเองเคยใช้หาเสียง ไม่ใช่การโยน หรือผลักภาระให้ข้าราชการประจำ…

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่