ปธน.เวียดนาม มาไทย “รบ.อนุทิน & เจ้าสัว” ใครได้ประโยชน์?

Video

 

การเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของนายโต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตในวาระครบรอบ 50 ปี ไทย–เวียดนาม เท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ที่ทั้งสองประเทศกำลังเดินหน้า “เติบโตไปด้วยกัน” ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

 

จากภาพการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ที่ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเวียดนาม ในฐานะ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ของไทยในภูมิภาคอาเซียน

ขณะเดียวกัน เวที Thailand–Viet Nam Business Forum 2026 ยังสะท้อนชัดว่า การเยือนครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีทั้งภาคเอกชน นักลงทุนรายใหญ่ และสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม เข้าร่วมอย่างคึกคัก

 

จังหวะเวลาของการเยือนครั้งนี้ ยังต่อเนื่องจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีไทย ที่เพิ่งเดินทางเยือนฝรั่งเศส ที่ก่อนหน้านี้ มีการเชิญเจ้าสัวใหญ่ ผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 35 ราย ร่วมหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลเรื่องพลังงานโลก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

รัฐบาลไทย จึงพยายามสร้าง “พันธมิตรเศรษฐกิจ” กับประเทศที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาค เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก นายกรัฐมนตรี ย้ำชัดว่า รัฐบาลและเอกชนต้องทำงานร่วมกัน เพราะโลกยุคใหม่ ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป ทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี การเงินระหว่างประเทศ สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมสีเขียว กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจโลก

 

ดังนั้น การเปิดประตูเชื่อมโยงกับเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของอาเซียน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย   ซึ่งประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากความร่วมมือครั้งนี้ มีหลายด้าน

 

ด้านแรก คือ “การค้าและการลงทุน” ปัจจุบัน ไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน โดยมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงเกือบ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แต่สิ่งสำคัญ ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า หากเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกัน ไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และบริการ ขณะที่เวียดนามเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

 

ด้านที่สอง คือ “การลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเวียดนามประกาศพร้อมสนับสนุนการลงทุนร่วมกับไทยอย่างเต็มที่

 

นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่ไทยจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ ให้สอดรับกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

ด้านที่สาม คือ “พลังงานและความมั่นคงทางอาหาร” ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญของโลก หลังเกิดสงครามและความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ไทยและเวียดนาม ต่างเป็นประเทศเกษตรกรรมสำคัญของอาเซียน การร่วมมือกันด้านพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และความมั่นคงด้านอาหาร จะช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

ภาคเอกชนไทย ยังเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบบริหารจัดการน้ำ รองรับผลกระทบจากเอลนีโญ และสนับสนุนฐานการผลิตภาคเกษตร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย

 

อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญ คือ “การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า อาหาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว คือสะพานสำคัญ ที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน

 

เมื่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแน่นแฟ้นมากขึ้น ก็จะนำไปสู่การเดินทาง การลงทุน และการใช้จ่ายระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมากขึ้นตามไปด้วย

 

นอกจากนี้ ยังมีภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ผู้นำไทยให้การต้อนรับประธานาธิบดีเวียดนามอย่างอบอุ่น พร้อมมีนักธุรกิจรายใหญ่ของไทยเข้าร่วมจำนวนมาก จึงไม่ใช่เพียงพิธีการทางการทูต แต่สะท้อนว่า ไทยกำลังใช้ “ความสัมพันธ์ระดับผู้นำ” เชื่อมต่อกับ “พลังภาคเอกชน” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะในโลกยุคใหม่ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไม่ได้วัดกันแค่ขนาดประเทศ แต่คือความสามารถในการสร้างพันธมิตร และเชื่อมโยงโอกาสร่วมกัน

 

และการเยือนไทยของประธานาธิบดีเวียดนามครั้งนี้ อาจกลายเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่ทำให้ไทยและเวียดนาม ไม่ใช่เพียง เพื่อนบ้าน แต่เป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของอาเซียนร่วมกัน

 

 


ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่