“ชัชชาติ” 4 ปีผลงานไม่ว้าว แต่คงเส้นคงวา โจทย์ยากผู้ท้าชิง?

Hot Clips Video

 

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ทวีความเข้มข้นมากขึ้น มีการเปิดตัวผู้ชิงชัยมาแล้วอย่างน้อย 8 คน ทั้งสังกัดพรรคการเมือง สังกัดกลุ่ม และแบบอิสระ ซึ่งแต่ละคน ล้วนมีจุดเด่น จุดแข็งที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่า คนกรุง ถูกใจ และชื่นชอบใครในการเลือกตั้งครั้งนี้ คนเก่า หรือ คนใหม่ จะเข้าวิน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 และเป็นเต็ง 1 อยู่ในเวลานี้ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกรุงเทพฯ ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีเมกกะโปรเจ็คขนาดใหญ่เป็นจุดขาย แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา “ชัชชาติ” ได้รับเสียงชื่นชมอย่างต่อเนื่องจาก นโยบายสวน 15 นาที พลิกฟื้นพื้นที่รกร้าง เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก ให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง ลอกท่อ ขุดลอกคูคลอง ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากได้ในระดับหนึ่ง จัดระเบียบเมืองและปากท้อง สร้างสมดุลระหว่างทางเท้า กับหาบเร่แผงลอย ได้เป็นอย่างดี รวมถึง ริเริ่ม BKK Food Bank ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

และโดดเด่นที่สุด คือการนำเทคโนโลยีมาเขย่าระบบราชการ ใช้ระบบ “Traffy Fondue”เปลี่ยนสถานะของชาว กทม.ให้กลายเป็นผู้ตรวจสอบและสั่งการทางอ้อม ลดขั้นตอนหนังสือราชการ บีบให้ผู้อำนวยการเขต และเจ้าหน้าที่ต้องแข่งขันกันแก้ปัญหาแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ “ชัชชาติ” ยังได้รับเสียงชื่นชมในการจัดการกับวิกฤต หรือการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี ทั้งกรณีถนนยุบตัวที่ สน.สามเสน, ตึก สตง.ถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหว หรือแม้แต่ ล่าสุด รถไฟ ชนรถเมล์ ทีมักกะสัน โชว์ความเป็นผู้นำ ลงพื้นที่บัญชาการทันที ตัดสินใจโดยอิงข้อมูลเชิงวิศวกรรม มากกว่ากระแสสังคม และสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา นี่คือผลงานของ”ชัชชาติ” ที่อาจเป็นใบเบิกทางสู่การเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2

แต่ก็ถูกท้าท้าย จากกลุ่มผู้ท้าชิง ที่ทยอยเปิดตัว และโชว์แผนเมกกะโปรเจ็คมาจูงใจคนกรุง “ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิวิตร” พรรคประชาชน กับสโลแกน และวิสัยทัศน์ “กรุงเทพฯ ง่ายๆ” ยกระดับศูนย์เด็กเล็ก-ดูแลผู้สูงวัย ค้าขายง่ายไร้ส่วย สร้างอาชีพให้คนตกงาน สร้างเมืองที่เดินเท้าได้ แก้ระบบขนส่ง ทำกรุงเทพฯ มีคุณภาพระดับมหานครชั้นนำของโลก,ส่วน “อนุชา บุรพชัยศรี” จากประชาธิปัตย์ กับแนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนใน 3 ด้านหลัก “สะดวก สะอาด และสบาย” และเชื่อว่ากรุงเทพมหานครสามารถทำได้ดีกว่านี้,

ขณะ “ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข”กำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 25 พ.ค.นี้ พร้อมเปิดนโยบายชูยุทธศาสตร์ “Human Innovation” และใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยพยากรณ์ฝน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงการรับมือวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นจุดขายในการสู้ศึกเลือกเมืองหลวง เช่นเดียวกับ “มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” รองหัวหน้าพรรค และอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ ที่จะมาในแคมเปญ “SAVE BKK-BKK SAFT”สร้างกรุงเทพฯ ที่ปลอดภัย

ท้ายที่สุดแล้ว คนกรุง จะเป็นผู้ให้คำตอบ ว่า ยังคงชื่นชอบในผลงานเดิมของ 4 ปีของ “ชัชชาติ” หรืออยากลองของใหม่ กับคนหน้าใหม่ ที่เสนอตัวเข้ามารับใช้พ่อแม่พี่น้องชาวกทม.

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่