ไทยช่วยไทยพลัส เดินหน้าฝ่าวิกฤต ไม่หวั่นศาล รธน.ตีความกู้ 4 แสนล้าน

Hot Clips Video

 

แม้ขณะนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันทางกฎหมาย หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ สส.ฝ่ายค้าน 133 คน ไว้วินิจฉัย กรณี พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ยังคงเดินหน้าเต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันนี้

โครงการดังกล่าว ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนครั้งใหญ่ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน และประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 30 ล้านคน โดยใช้งบประมาณรวม 1.76 แสนล้านบาท เพื่อประคับประคองกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบางจากวิกฤตราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประคองตัวผ่านสถานการณ์ปัจจุบันไปให้ได้

สำหรับมาตรการช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 โดยใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านธงฟ้าได้ทันทีแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

ขณะที่อีกส่วน คือ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือสิทธิ 60/40 สำหรับประชาชนทั่วไป รัฐบาลจะสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือนเช่นเดียวกัน โดยประชาชนต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 พฤษภาคมนี้ และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท และหากใช้วงเงินไม่หมดภายในเดือนนั้น จะไม่สามารถนำยอดคงเหลือไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

เงื่อนไขสำคัญของผู้เข้าร่วมโครงการ คือ ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน และต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งในอดีต

ด้านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ร้านค้าเดิมสามารถกดยืนยันสิทธิได้ทันที ส่วนร้านค้าใหม่เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามเชื่อมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเปิดทางให้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สามารถเชื่อมระบบกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีได้ ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเปิดตัว “AI นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับร้านค้า ที่จะช่วยตรวจสอบราคาวัตถุดิบรายวันของกรมการค้าภายใน เพื่อช่วยผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังถูกจับตามอง คือ เรื่องความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งฝ่ายค้านมองว่า อาจไม่เข้าเงื่อนไข “เหตุฉุกเฉินและมีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล ยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีผลบังคับใช้แล้วทันที หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำคำชี้แจงส่งศาลรัฐธรรมนูญภายในกรอบเวลา 7 วัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกประเด็นตามกระบวนการกฎหมาย พร้อมย้ำว่า การดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชนจะยังเดินหน้าต่อไป

ขณะที่ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลมองว่า นี่คือช่วงเวลาที่รัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลประชาชน เพื่อให้คนไทยกว่า 43 ล้านคน สามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปด้วยกัน

ท่ามกลางข้อถกเถียงทางกฎหมายและการเมือง สิ่งที่ประชาชนกำลังจับตา คือ มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพได้จริงมากน้อยเพียงใด ขณะที่อีกด้าน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต ก็อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อเสถียรภาพและทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะต่อจากนี้

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่