ชายแดนไทย–กัมพูชา กลับมาตึงเครียดติดต่อกัน 2 วัน แม้ผู้นำของทั้งสองประเทศจะนั่งโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ในพื้นที่จริงกลับยังเกิดเหตุยั่วยุต่อเนื่อง จนกองทัพไทยต้องจับตาสถานการณ์แบบวันต่อวัน และเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ท่ามกลางความกังวลของประชาชนตามแนวชายแดนว่าจะเป็นชนวนเหตุปะทะ รอบที่ 3 หรือไม่
จุดเริ่มต้นของความตึงเครียด ล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้ช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ หลังหน่วยกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติจากฝั่งกัมพูชา โดยในช่วงเช้า มีทหารกัมพูชาประมาณ 10-15 นาย พร้อมชาวต่างชาติอีก 2 คน เข้ามาใกล้แนวลวดหนามชายแดน และมีพฤติกรรมบันทึกภาพวิดีโอในลักษณะยั่วยุ
ฝ่ายไทยพยายามใช้วิธีการเตือนด้วยวาจา แต่สถานการณ์ไม่คลี่คลาย ก่อนที่ในช่วงเย็น หน่วยลาดตระเวนไทยจะได้ยินเสียงยิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชา ตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด รวม 11 นัดแม้จะยังไม่มีรายงานความเสียหาย แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นว่า บรรยากาศตามแนวชายแดนยังคงเปราะบางอย่างมาก พร้อมเกิดเหตุปะทะได้ทุกเมื่อ
โดยพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ผู้นำและผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกัมพูชามักแสดงท่าทีในเชิงสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่กลับสวนทางกันโดยเฉพาะหลังการหยุดยิง ยังคงมีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ
กองทัพไทย มองว่า ลักษณะดังกล่าวเป็น “การยิงยั่วยุ” มากกว่าจะเป็นความพยายามโจมตีจริง เพราะยังไม่พบการมุ่งเป้าทำลายชีวิตหรือทรัพย์สิน แต่มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงกดดัน ความตึงเครียดและอาจหวังให้ฝ่ายไทยตอบโต้กลับด้วยอาวุธ แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ เหตุลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังประกาศหยุดยิง ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเพียงแต่บางเหตุการณ์ไม่ได้ถูกเผยแพร่เป็นข่าวใหญ่
โฆษกกองทัพบก ยังระบุอีกว่า กัมพูชา ให้น้ำหนักกับสนามรบข้อมูลข่าวสาร มากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร โดยเฉพาะการใช้สื่อและโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ความขัดแย้ง
มีบางกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามนำบุคคลภายนอก รวมถึงสื่อมวลชนต่างชาติ หรืออินฟลูฯ เข้าใกล้พื้นที่หวงห้าม เมื่อทหารไทยจำเป็นต้องยิงเตือนตามขั้นตอน กลับถูกนำภาพไปเผยแพร่ในลักษณะว่าไทยเป็นฝ่ายใช้อาวุธก่อน ซึ่งเรารู้เท่าทันวิธีการดังกล่าว และยังคงใช้ความอดทนอดกลั้น เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดยังไม่ยุติ เพราะในช่วงเย็น เวลา 18.25 น. ของวันที่ 14 พ.ค. ซึ่งเหตุการณ์ต่อเนื่องเป็นวันที่2 มีรายงานเหตุคล้ายระเบิดเกิดขึ้นอีกครั้ง ที่ฐานห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีรายงานเบื้องต้นว่า อาจเป็นการยิงลูกระเบิด M79 จากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่
กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงว่า กำลังพลที่ประจำฐานปฏิบัติการตามาเรีย 1 ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดจากป่าด้านหน้าแนววางกำลัง ห่างออกไปราว 200 เมตร แต่เนื่องจากเกิดในช่วงค่ำ และมีข้อจำกัดด้านทัศนวิสัย จึงยังไม่สามารถยืนยันทิศทางและสาเหตุที่แน่ชัดได้ โดยเบื้องต้น ยืนยันตรงกันว่า ยังไม่มีการปะทะ หรือการยิงตอบโต้เกิดขึ้น และกำลังพลของทั้งสองฝ่ายยังปลอดภัย
ขณะที่ฝ่ายการเมืองของไทย ยังคงพยายามสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า กองกำลังไทยยังตรึงกำลังตลอดแนวชายแดนและจะไม่ยอมให้มีการล่วงล้ำอธิปไตยไทยอย่างเด็ดขาด
เช่นเดียวกับ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาโพสต์ข้อความขอให้ประชาชนในพื้นที่กันทรลักษ์อย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่า ยังไม่มีการสู้รบ และหากเกิดเหตุผิดปกติ หน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้แจ้งเตือนทันที
แม้สถานการณ์ในขณะนี้ จะยังไม่ถึงขั้นเผชิญหน้าทางทหารเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงเป็นจุดเปราะบาง ที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในยุคที่ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” กลายเป็นอีกสมรภูมิสำคัญ ควบคู่ไปกับกำลังทางทหาร
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews