แม้เวทีการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังมีการเปิดโต๊ะหารือ 3 ฝ่ายอย่างเป็นทางการ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน
พร้อมคำประกาศร่วมที่สะท้อนความพยายามลดความตึงเครียด โดยนายกรัฐมนตรีไทยระบุว่า ความขัดแย้งที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย และถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะต้อง “เปิดบทใหม่” ของความสัมพันธ์ร่วมกัน แต่เพียงไม่กี่วันหลังการหารือ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กลับร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง
ชนวนสำคัญเริ่มจากกรณีที่กัมพูชา แอบนำบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา ปี 2001 หรือ MOU44 ไปขึ้นทะเบียนเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเส้นเขตแดน แม้รัฐบาลไทยจะประกาศยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ไปแล้วก่อนหน้านี้
ฝ่ายไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า การดำเนินการของกัมพูชา “ไม่มีผลทางกฎหมาย” เพราะไทยได้ยกเลิก MOU44 แล้วและต่อจากนี้จะใช้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 1982 หรือ UNCLOS ซึ่งกัมพูชาก็เป็นภาคีเช่นเดียวกัน เป็นหลักในการเจรจา
แต่ท่ามกลางบรรยากาศทางการทูตที่ยังไม่คลี่คลาย เหตุการณ์ล่าสุดที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ กลับสะท้อน ความเปราะบางด้านความมั่นคงยังคงดำรงอยู่
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติบริเวณพื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้ช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ รวม 2 เหตุการณ์สำคัญภายในวันเดียว
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ไทยตรวจพบทหารกัมพูชาประมาณ 10 ถึง 15 นาย พร้อมชาวต่างชาติอีก 2 คน เข้ามาใกล้แนวลวดหนามชายแดน พร้อมมีพฤติกรรมบันทึกภาพวิดีโอในลักษณะยั่วยุ
แม้ฝ่ายไทยจะมีการแจ้งเตือนด้วยวาจา แต่ไม่เป็นผล จึงตัดสินใจยิงเตือน 2 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่ และควบคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย จากนั้นในช่วงเย็นหน่วยลาดตระเวนของไทยตรวจพบเสียงยิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชา ตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด รวม 11 นัด
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังไม่มีการตอบโต้กลับ เนื่องจากประเมินว่าเป็นการยิงในลักษณะ “ยั่วยุ” เพื่อตรวจสอบแนววางกำลังของฝ่ายไทย และหลังเกิดเหตุยังไม่พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า กองทัพยังคงตรึงกำลังเต็มพื้นที่ พร้อมปฏิบัติการทันที หากมีการรุกล้ำอธิปไตย โดยยึดหลักตามข้อตกลงและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน
ขณะที่กระทรวงกลาโหม พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า รัฐบาลและหน่วยความมั่นคงกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการปฏิบัติของฝ่ายไทยจะยึดตามกฎการปะทะ “จากเบาไปหาหนัก” เน้นความอดทน อดกลั้น และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
พร้อมย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นตามแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะลดการยั่วยุ และสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขตามแนวชายแดนแต่กระทรวงกลาโหมไทยก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่า พฤติกรรมบางอย่างของฝ่ายกัมพูชาในระยะหลัง “ไม่สอดคล้อง” กับเจตนารมณ์ของข้อตกลงดังกล่าว และฝ่ายไทยจะรวบรวมข้อมูลไว้เป็นหลักฐานดำเนินการต่อไป
ขณะเดียวกัน ฝั่งกัมพูชา ก็รีบออกมาปฏิเสธทันที โดยพลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาที่ว่ากองกำลังกัมพูชายิงปืน 11 นัดบริเวณชายแดนนั้น “ไม่เป็นความจริง”พร้อมกล่าวหาว่า สื่อไทยบางสำนักกำลังบิดเบือนข้อมูล และใส่ร้ายกัมพูชาอย่างรุนแรง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะพยายามส่งสัญญาณลดความตึงเครียดผ่านเวทีอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติ พื้นที่ชายแดนยังคงเป็น “จุดเปราะบาง” ที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews