“ทักษิณ” ยังไม่พ้นบ่วงกรรม ยังมีอีก 3 คดีเสี่ยง?

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ขวัญใจมวลมหาประชาชน ถูกรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อปี 2549 และต้องเดินทางหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 17ปี แต่ในระหว่างนั้น ยังเป็นลมใต้ปีกหนุนส่งให้”น้องเขย-น้องสาว และลูกสาว” รวมถึงเครือข่าย เป็นนายกรัฐมนตรีได้ด้วย แต่ทุกคนก็จบไม่สวยแม้แต่คนเดียว

 

 

“ทักษิณ” กลับประเทศ เมื่อ 22 ส.ค.2566 ก่อนถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แจ้งคำพิพากษา 3 คดี โทษจำคุกรวม 8 ปี จากนั้นถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและภายในคืนนั้นถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจด้วยเหตุด้านสุขภาพ 31 ส.ค. 2566 มีพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือจำคุก 1 ปี โดยที่ยังพักรักษาตัวอยู่ รพ.ตำรวจ และ 18 ก.พ.2567 ได้รับการปล่อยตัวเข้าสู่ระบบพักการลงโทษสามารถกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

 

โดยมีเงื่อนไขรายงานตัวตามกำหนด แต่ต่อมา เกิดกระบวนการตรวจสอบกรณีการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งนำไปสู่การไต่สวนของศาลฎีกาฯ และมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกใหม่เนื่องจากไม่สามารถนับระยะเวลารักษาเป็นวันต้องโทษได้ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2568 ก่อนที่ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้รับการพักโทษอีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติ และการรายงานตัวตามระยะเวลาที่กำหนด

 

โดยในวันพักโทษ”ทักษิณ” เกิดปรากฏการณ์แดงทั้งแผ่นดินอีกครั้ง กลุ่มผู้สนับสนุน เดินทางมาต้อนรับกลับบ้าน พร้อมกับครอบครัวจำนวนมาก แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเก่า แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมต่อตัวอดีตนายกฯ
แบบไม่เสื่อมคลาย แม้”แพทองธาร ชินวัตร” เคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ ว่า “คุณพ่อทักษิณ” คงต้องวางมือทางการเมืองแล้ว หลังได้รับการพักโทษ

 

แต่เมื่อเห็นภาพหน้าเรือนจำแล้ว หลายคนอาจต้องคิดใหม่ และบางคนในรัฐบาลของ”อนุทิน ชาญวีรกุล” ที่ไม่ใช่คนจากเพื่อไทย ยังพูดเลยว่า “ทักษิณ” ยังคงมีมีความสามารถที่ล้นเหลือ ยังทำประโยชน์ให้ฝ่ายการเมืองได้ จึงต้องติดตามว่า “ทักษิณ” จะวางมือ แล้วอยู่บ้านเลี้ยงหลาน แบบที่ลูกสาวส่งสัญญาณหรือไม่

 

ขณะเดียวกันฝั่งตรงข้าม หรือคู่ปรับของ”ทักษิณ” อย่าง “สมชาย แสวงการ” อดีต สว.รวมถึงแกนนำ คปท. ที่คัดค้านการพักโทษ ก็ออกมาส่งสัญญาณเช่นกัน ว่าแม้ “ทักษิณ” จะได้รับการพักโทษแล้ว แต่ยังมีคดีที่อาจทำให้ต้องกลับเข้าเรือนจำได้อีก อย่างน้อยๆ 3 คดี ประกอบด้วย คดีมาตรา 112 ซึ่งอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ส่วนคดีต่อมา ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 1.76 หมื่นล้านบาท และคดีสุดท้าย คือคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ “ชั้น 14 รพ.ตำรวจ” ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช.ในการเอาผิด ขาราชการ เจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 12 คน ตามที่ กลุ่ม คปท.ยื่นฟ้องร้อง และติดตามเร่งรัดคดีอย่างต่อเนื่อง

 

โดย 12 คน ที่ถูกตรวจสอบ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ตามความเชื่อม ตามต้นสังกัด กลุ่มที่ 1 กรมราชทัณฑ์ 3 ราย คืออธิบดี 1 คน และ รองอธิบดี 2 คน ที่ลงนามอนุมัติให้รักษาตัวนอกเรือนจำ กลุ่มที่ 2 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 3 รายผบ.เรือนจำฯ ผู้เสนอเรื่องขออนุมัติในทุกช่วงเวลา “พัศดีเวร” และ พยาบาลเวร ซึ่งเป็นผู้เริ่มเรื่องและเสนอให้ส่งตัวในคืนเกิดเหตุ กลุ่มที่ 3 โรงพยาบาลตำรวจ 4 ราย ที่ออกใบความเห็นแพทย์ และกลุ่มที่ 4โรงพยาบาลราชทัณฑ์ 2 ราย ผู้อำนวยการฯ และ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายขณะรับตัวนักโทษใหม่

 

ทั้งนี้ คดีนี้ มีความน่าสนใจ เพราะว่า ความเชื่อมโยงของการกระทำผิด มีการทำงานที่สอดประสานกัน ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงผู้บริหาร ส่วนการไต่สวนของ ปปช.จะเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนเมื่อใด ยังไม่ชัดเจนมีเสียงแว่วๆ มาจากปากแกนนำ คปท. ว่าน่าจะช่วงปลายเดือนนี้ หรืออย่างช้า ก็น่าจะกลางเดือนหน้า ซึ่งต้องจับตา ป.ป.ช.จะแจ้งไต่สวนใครเพิ่มเติมอีกบ้าง ใครที่มีส่วนสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

 

รวมทั้ง”ทักษิณ” หากรู้ว่าตนเองไม่ป่วยวิกฤต และยังมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่นำตัวไปอยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ก็อาจ ถูกดำเนินคดีในฐานผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย รวมทั้ง “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกฯในระหว่างนั้น รวมถึง “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง”รัฐมนตรียุติธรรม ให้ห้วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน เท่ากับว่า “ทักษิณ” แม้จะได้รับพักโทษแล้ว แต่คดีความยังไม่จบ และในทางการเมือง ก็อาจกระทบถึงอนาคตของเครือข่ายด้วยเพราะทั้ง”ลูกสาว-น้องสาว” ยังมีชะนัก ติดตัวอยู่ จึงอาจถูกบีบให้หมอบไปก่อน

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่