คดีคลังแสงส่อวุ่น! สแกนทั่วไทยออกบัตรให้ต่างชาติ

คลิปข่าวทั่วไป Video
ความคืบหน้ากรณีตรวจพบอาวุธปืนของตำรวจ สน.สายไหม อยู่ในครอบครองของ “หมิงเฉิน ซัน” ผู้ต้องหาชาวจีน ที่ถูกจับกุมในคดีครอบครองอาวุธจำนวนมากในพื้นที่ จ.ชลบุรี ล่าสุด พลตำรวจโทสยาม บุญสม ผู้บัญชาการตํารวจนครบาล เปิดเผยว่า ปืนดังกล่าวเป็นปืนสวัสดิการที่ข้าราชการตำรวจนายหนึ่งซื้อจากโครงการสวัสดิการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2545 โดยในใบ ป.4 ระบุชัดว่า ห้ามซื้อขายหรือโอน เว้นแต่ตกทอดเป็นมรดกเท่านั้น ดังนั้นการเปลี่ยนมือจึงเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข

ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบเส้นทางการครอบครองปืนตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้ต้องหาชาวจีน ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีการเปลี่ยนมือประมาณ 3 ทอด พร้อมเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสอบสวน หากพบความผิดทั้งทางวินัยหรืออาญาจะดำเนินการทุกกรณี โดยเฉพาะความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนตัวมองว่าการซื้อขายที่เริ่มต้นผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะผิดร่วมกันทั้งหมด เพราะอาวุธปืนตามเงื่อนไขห้ามซื้อขายอย่างเด็ดขาด

พลตำรวจโทสยาม กล่าวว่า เบื้องต้นตำรวจเจ้าของปืนให้ข้อมูลว่า ตัดสินใจขายปืนเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว โดยขายตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งจะขายให้กับคนใดบ้างและไปถึงมือใครบ้างก่อนที่จะถึงผู้ต้องหาชาวจีน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขยายผล พร้อมย้ำว่า ปืนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ใช่อาวุธหลวง จึงไม่มีระบบตรวจสอบประจำปีเหมือนอาวุธราชการ

ส่วนประเด็นความเชื่อมโยงของผู้ต้องหาชาวจีนกับอาวุธสงครามจำนวนมากนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ประสานตำรวจภูธรภาค 2 และตำรวจจังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายผลอย่างใกล้ชิด รวมถึงตรวจสอบบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้อง เนื่องจากตำรวจให้ความสำคัญกับการป้องกันเหตุร้ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่มีงานสำคัญระดับนานาชาติ

 

ขณะเดียวกัน การตรวจสอบเกี่ยวกับข้อมูล ของนายหมิงเฉิน ซัน พบว่ามีบัตรประจำตัวซึ่งไม่มีสัญชาติไทยหรือบัตรสีชมพู โดยมีชื่ออยู่ใน กทม. ซึ่งย้ายมาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

 

เมื่อปลายปี 2566. หลังจากมีการเผยแพร่ เรื่องดังกล่าวทางโซเชียล แล้ว พบว่า ยังปรากฏชื่อของ นายเฉิงเจ้า หวู ซึ่งมีบัตรประชาชนสัญชาติไทยอีกด้วย

ทางด้าน นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับกรมการปกครอง ตรวจสอบที่สำนักงานเขตบางแค เพื่อดูรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของบัตรประชาชนดังกล่าวหลังพบข้อพิรุธบางประการในการได้มาซึ่งบัตรประชาชน

นายเทียนชัย วงศ์สุวรรณ ผู้อํานวยการเขตบางแค เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงขั้นตอนตามข้อกฎหมายและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของสำนักงานเขต ซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2551 โดยในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาจากเอกสารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างบิดากับบุตร เนื่องจากเป็นกรณีการพิสูจน์สัญชาติตามบิดา ซึ่งเอกสารระบุว่าบิดามีสัญชาติไทย

ขณะนี้มีการตรวจสอบเฉพาะกรณีของนายเฉิงเจ้า หวู เพียงรายเดียว เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพบัตรประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องประสานกับกรมการปกครองและสำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ ยัง ได้หารือกับผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม ซึ่งได้เชิญนายเฉิงเจ้า หวู ไปให้ถ้อยคำ โดยเบื้องต้นตำรวจยืนยันเพียงว่า กรณีของนายเฉิงเจ้า หวู ไม่เกี่ยวข้องกับนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาที่พบอาวุธสงครามและ ระเบิดใน จ.ชลบุรี แต่ไม่ได้ยืนยันว่าบัตรประชาชนได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในช่วงปี 2551 ปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชิญมาให้ถ้อยคำ เว้นแต่หน่วยงานส่วนกลางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำสั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติม

ด้าน นายชาคริต ตันพิรุฬห์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารงานทะเบียน กรมการปกครอง ชี้แจงว่า การขอสัญชาติไทยต้องเป็นไปตามกฎหมายหลายฉบับและพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยกรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบย้อนหลังไปถึงรุ่นบิดา มารดา และปู่ย่า ว่าการได้สัญชาติไทยเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้อง อาจมีการเพิกถอนสัญชาติย้อนหลังตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ มาจนถึงรุ่นลูก

ขณะนี้กรมการปกครองกำลังเร่งสืบสวนกรณีดังกล่าว รวมถึงป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการสวมบัตรประชาชน

 

เนื่องจากถือเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันว่า ระบบทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองยังมีความน่าเชื่อถือ แต่ยอมรับว่าในบางกรณีอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบโดยรวม

ทั้งนี้ กรมการปกครองกำลังมุ่งตรวจสอบกรณีชายไทยที่สมรสกับหญิงต่างด้าวหรือหญิงต่างชาติ โดยเฉพาะหญิงชาวจีน ซึ่งมีข้อมูลหลายพันรายทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก

ด้านนายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 สำนักงาน ป.ป.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ท. ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่พบการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

พร้อมยืนยันว่า หากพบว่ามีข้าราชการหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย หน่วยงานจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่