อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ยังทำงานต่อ แม้เจอดราม่าการเมือง

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

สำหรับนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม หลังถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ทำให้เจ้าตัว ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ โดยให้เหตุผลเรื่องถูกกดดันทางการเมือง พร้อมระบุว่า เดิมทีเหลือเวลาราชการอีกเพียงไม่กี่เดือน และตั้งใจจะลาออกในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันครบรอบอายุ 60 ปี แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตัดสินใจเร็วขึ้น

จนทำให้กระแสดราม่าตามมา และมีวิวาทะผ่านสื่อ ระหว่าง นายราเชน กับนายสุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงขั้นมีการขู่ฟ้องร้องดำเนินคดี หากยังไม่หยุดพาดพิง

แม้จะเจอกระแสดราม่า ในเรื่องดังกล่าว แต่ในปัจจุบัน นายราเชน ก็ยังคงทำงานในตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ต่อไป จนกว่าจะพ้นจากหน้าที่

 

ล่าสุด นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงสั่งการเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดย สั่งปรับแผนการทำงาน ตั้ง 6 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ครอบคลุม 5 ภูมิภาค เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้ง

 

โดยนายราเชน ระบุว่า จากรายงานการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ /ลานีญาในเดือนมีนาคม 2569 ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า สภาพอากาศปีนี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569 โดยส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ รวมถึงอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้

 

ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้และพื้นที่ไร่นาโดยทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย ตามมาตรการเชิงรุกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เตรียมรับมือปรากฏการณ์ดังกล่าว เน้นชู 4 ยุทธศาสตร์ ‘กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง’ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

 

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เริ่มปฏิบัติการฝนหลวงมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ต้องการน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ซึ่งผลปฏิบัติการวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ได้ปฏิบัติการฝนหลวงไปจำนวน 53 วัน 446 เที่ยวบิน มีฝนตกจากการปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 98.11 ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรไปจำนวน 33 จังหวัด เช่น จ.เพชรบูรณ์ อุทัยธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี นครราชสีมา จันทบุรี สระแก้ว เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ตรัง ราชบุรี ระนอง สงขลา เป็นต้น มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง 80.08 ล้านไร่ เติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 12 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดเล็ก 51 แห่ง มีปริมาณน้ำสะสมจากการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ55.13 ล้านลูกบาศก์เมตร

และจากสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดภัยแล้งและปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญขึ้น จึงได้สั่งปรับแผนการทำงานเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และการขอรับบริการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 6 หน่วย ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก จ.บุรีรัมย์ จ.นครสวรรค์ จ.จันทบุรี และจ.ประจวบคีรีขันธ์

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อบรรเทาปัญหาให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พื้นที่ภาคเหนือ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยการโปรยน้ำแข็งแห้ง การสเปรย์น้ำเย็น การก่อเมฆและเลี้ยงเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองขนาดเล็ก ขณะเดียวกัน ยังคงตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน จำนวน 3 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บ จ.เชียงใหม่ จ.พิษณุโลก และ จ.ขอนแก่น อีกด้วย

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่