สถานการณ์ค่าไฟฟ้าในประเทศไทย กลายเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อต้นทุนพลังงานโลกขยับขึ้น ค่าไฟในประเทศก็หนีไม่พ้นต้องขยับตาม ซึ่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ในสัดส่วนถึง 30–40% เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่า Ft ที่ปรับเพิ่มจาก 9.7 สตางค์ เป็น 16 สตางค์ ทำให้อัตราค่าไฟเฉลี่ยในงวดเดือนพฤษภาคม ขยับขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย
แม้ตัวเลขจะดูเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ในความเป็นจริง กลับสร้างภาระให้กับครัวเรือนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน ที่ต้องเผชิญทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
เสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายพื้นที่ สะท้อนตรงกันว่า ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน บางครอบครัวต้องลดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือตัดค่าใช้จ่ายอื่นเพื่อมาชดเชยค่าไฟที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจขนาดเล็ก ต่างแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรง
ขณะที่นักวิชาการด้านพลังงาน มองว่า ปัญหาค่าไฟแพงในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงผลกระทบระยะสั้นจากวิกฤตโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “โครงสร้างพลังงาน” ของประเทศไทย ที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าสูง ทำให้เปราะบางต่อความผันผวนของตลาดโลก พร้อมเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว รวมถึงการทบทวนโครงสร้างค่าไฟ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน ภาครัฐพยายามออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ โดยเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในสัปดาห์หน้า เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 14 ล้านครัวเรือน จากผู้ใช้ไฟทั้งหมดราว 20 ล้านครัวเรือน
มาตรการดังกล่าว ตั้งเป้าลดอัตราค่าไฟใน 200 หน่วยแรก ลงเหลือประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันไดใหม่ เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้ไฟอย่างประหยัด หากใช้น้อยจะจ่ายถูก แต่หากใช้มากจะต้องจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนอย่างจริงจัง ทั้งการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการลดหย่อนภาษี การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน และการอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service
โดยประเมินว่า หากติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 700–800 หน่วยต่อเดือน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในครัวเรือน และช่วยลดภาระค่าไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการโซลาร์อาจยังเข้าถึงได้จำกัด โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่ไม่มีเงินลงทุนเริ่มต้น แม้จะมีสินเชื่อสนับสนุนก็ตาม โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง “ความเป็นธรรมทางพลังงาน” หรือ Energy Equity ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม
ในระยะสั้น ค่าไฟอาจยังคงผันผวนตามสถานการณ์โลก แต่ในระยะยาว ความท้าทายของประเทศไทย คือ การสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และจะทำอย่างไรให้ค่าไฟไม่กลับมาเป็นภาระที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews