ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งด้านการค้า การลงทุน และกำลังซื้อของประชาชน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล”กำลังเดินหมากสำคัญ ด้วยการ “ปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่” จากเดิมที่เคยใช้โมเดล “คนละครึ่งพลัส” วันนี้ถูกยกระดับและปรับแนวคิดใหม่ เป็นโครงการ “ไทยช่วยไทย”ที่ไม่ได้เน้นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ขยายไปสู่การ “พยุงเศรษฐกิจทั้งระบบ”
หัวใจของ “ไทยช่วยไทย” คือ การสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ราคาพลังงานผันผวน และภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันหลายประเทศ
มาตรการใหม่นี้ ถูกออกแบบให้ครอบคลุม 3 แกนหลักแกนแรก “กระตุ้นการใช้จ่าย” โดยเน้นกลุ่มฐานรากและผู้มีรายได้น้อย, แกนที่สอง “เสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะ SMEs และแกนที่สาม“รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม”
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายขนาดใหญ่นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว แต่ผูกโยงกับ “แผนงบประมาณปี 2570” ที่รัฐบาลกำลังจัดวางโครงสร้างใหม่ ให้สอดรับกับภาวะวิกฤต ในขณะที่ความชัดเจนต้องติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ นัดแรก ในวันจันทร์ที่ 27 เม.ย. ซึ่งจะมีการเชิญภาคเอกชนเข้าร่วม ได้แก่ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย
โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในทุกเรื่อง ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลได้มีการแถลงต่อสภา และเรื่องไทยช่วยไทยพลัส ส่วนในหลักการ อะไรที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ และให้ประชาชนสามารถใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะทำให้อยู่แล้ว แต่เมื่อสอบถามถึงการเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง นายกรัฐมนตรี กลับตอบว่า ”ไทยช่วยไทยพลัส“
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา คือ แผนออกพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาท แม้ในการประชุม ครม. จะไม่ได้มีการหารือกัน แต่นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงกฤษฎีกา ไปศึกษาในเรื่องรายละเอียดหากจะต้องมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ
ขณะที่นายเอกนิติ แสดงความเห็นว่า หากจะดำเนินการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ก็อยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากขณะนี้เกิดวิกฤตโลกและวิกฤตพลังงาน ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก
แต่การกู้เงินครั้งนี้ ก็ไม่พ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเรื่องวินัยการคลัง ภาระหนี้สาธารณะ และความคุ้มค่าของการใช้เงิน แม้ฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาล จะยืนยันว่า การกู้เงินจะถูกใช้ภายใต้กรอบที่รัดกุมเน้นโครงการที่ “สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ” ให้เกิดการจ้างงานและรายได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจว่าจะมีการกู้เงินหรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการเอาไว้กรณีหากเกิดวิกฤตจะสามารถดำเนินการได้ทันที
ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วน มองว่า ความท้าทายสำคัญ ไม่ใช่แค่ “มีเงินหรือไม่” แต่คือ “ใช้เงินอย่างไรให้ตรงจุด” เพราะหากมาตรการกระตุ้นไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ ก็อาจกลายเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น
ภาพรวมทั้งหมด สะท้อนว่า “ไทยช่วยไทย” ไม่ใช่แค่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป แต่เป็น “เดิมพันเชิงนโยบาย” ของรัฐบาล ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจประเทศ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews