หลังผ่านพ้นช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้ส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย ในปีงบประมาณ 2570 ท่ามกลางข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ
ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้การทบทวนเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ” ประจำปี 2570 โดยเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานหลัก ทั้งสภาพัฒน์ฯ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดกรอบงบประมาณให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ก่อนเสนอให้ ครม. พิจารณาในวันที่ 28 เม.ย. เพื่อเคาะ “วงเงินงบประมาณ รายได้ และโครงสร้างงบปี 2570” อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มใช้ปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม
แต่ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุด คือ “การขยายเพดานหนี้สาธารณะ” จาก 70% เป็น 75% ของ GDP หลังนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณเห็นชอบ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลเหลือวงเงินงบกลางเพียง 25,000 ล้านบาทและมีขีดความสามารถในการกู้เงินเหลือราว 700,000 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่เพียงพอรองรับภาระรายจ่ายขนาดใหญ่
โดยเฉพาะภาระค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงถึง 150,000 ล้านบาท รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการเร่งด่วนอีกจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ “เครื่องมือทางการคลังแบบผสม” เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งประเด็นร้อน คือ แนวคิดการออก “พ.ร.ก.กู้เงิน” วงเงิน 500,000 ล้านบาท นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เดี๋ยวจะมีการหารือ แต่ในเรื่องนี้ให้ทางนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในหลักการ อะไรที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ และให้ประชาชนสามารถใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะทำให้อยู่แล้ว
ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย อธิบายข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. ได้ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การออก พ.ร.ก. ดังกล่าว ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และต้องผ่านการหารือร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน พร้อมย้ำว่าข่าวที่ระบุว่ารัฐบาลเตรียมกู้เงินทันทีนั้น เป็นการตีความคลาดเคลื่อน
ปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องเตรียม “เงินสำรองฉุกเฉิน” มาจากความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ และภัยธรรมชาติอย่าง “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อาจกระทบภาคเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง
ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็เป็นโจทย์ใหญ่ทางการคลัง เนื่องจากเดิมถูกออกแบบให้ใช้ดูแลราคาพลังงานระยะสั้น แต่ที่ผ่านมา กลับถูกใช้เพื่ออุดหนุนราคาต่อเนื่อง จนเกิดหนี้สะสมจำนวนมาก และอาจต้องพิจารณากลไกทางกฎหมายเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่อง
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาใน ครม. เนื่องจากต้องรอการประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน แต่รัฐบาลยืนยันว่ามีเครื่องมือเพียงพอ ทั้งการโอนงบประมาณ และงบกลางฉุกเฉิน แต่เมื่อมีการสอบถามนายกรัฐมนตรี จะมีการเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง ให้มากกว่าเดิมหรือไม่ แต่นายกรัฐมนตรี ได้หันมาตอบว่า “ไทยช่วยไทยพลัส”
สำหรับประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จาก 7% เป็น 10% นั้น ล่าสุด รัฐบาลยืนยันชัดว่า “ยังไม่มีการปรับขึ้น” และข่าวที่เผยแพร่ในโซเชียลเป็นข้อมูลเท็จ โดยย้ำว่ารัฐบาลจะเน้นมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อว่าการขยายเพดานหนี้ และการเตรียมกู้เงินครั้งใหญ่ จะเป็น “ทางรอด” ของเศรษฐกิจไทย หรือจะกลายเป็น “ภาระระยะยาว”
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews