จากชนวนเหตุเมื่อ 2 ปีก่อน ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ฐานคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านนิติกรรมอำพราง วันนี้คดีนี้กลับมาเป็นพายุลูกใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง
เมื่อปรากฏข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ “ตีตก”คำร้องคดีซุกหุ้นและแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จของคุณศักดิ์สยาม สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นเมือง โดยเฉพาะจากพรรคประชาชน ที่ดาหน้าออกมาสับเละ พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า นี่คือมาตรฐานยุติธรรมแบบ “พวกกันสำคัญเสมอ” หรือไม่?
ด้าน “ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดแผลเรื่องนี้โดยชี้ให้เห็นความไม่สมเหตุสมผล 2 ประเด็นหลัก โดยประการแรก: การขายหุ้น หจก. ที่มีรายได้และรับงานรัฐมหาศาล ในราคาเพียงแค่ “ราคาจดทะเบียน” ถือว่าผิดวิสัยนักธุรกิจ ประการที่สอง: เส้นทางการเงินกว่า 120 ล้านบาท ที่อ้างว่าผู้ถือหุ้นคนใหม่ใช้ซื้อหุ้นนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยชี้ไว้ชัดเจนว่า ต้นทางมาจากบริษัทเครือข่าย หรือแม้แต่มาจากคุณศักดิ์สยามเอง
ขณะ “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุเพียงว่า รับทราบข้อมูลแล้ว และจะมีการแถลงชี้แจงเหตุผลเป็นเอกสารในภายหลัง แม้ข้อหาแจ้งบัญชีเท็จจะถูกตีตก แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ คดีอาญา ที่สืบเนื่องจากนิติกรรมอำพรางนี้ ทั้งความผิดตาม พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนของรัฐมนตรี และที่หนักที่สุดคือ พ.ร.บ. ฮั้วประมูล กรณี หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นคู่สัญญากระทรวงคมนาคมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งหากผิดจริง มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
การตัดสินใจของ ป.ป.ช. ครั้งนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องที่มาของกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันด้วย “ปกรณ์วุฒิ” ระบุว่า กรรมการถึง 4 ใน 9 คน ถูกเลือกมาโดย สว. ชุดปัจจุบัน ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็น “สว.สายสีน้ำเงิน”
สอดคล้องกับ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน ที่โพสต์เฟซบุ๊กเดือด ตั้งคำถามถึงมาตรฐานของ ป.ป.ช. ระหว่างคดี 44 สส. กับคดีของคุณศักดิ์สยาม ว่า เป็น 2 มาตรฐานหรือไม่ พร้อมแนบภาพสัดส่วนอำนาจที่เต็มไปด้วย “สีน้ำเงิน” คลุมทั้ง ครม., สส., และ สว.
เมื่อองค์กรตรวจสอบถูกตั้งคำถาม ประชาชนจะพึ่งพาใคร? “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นถึง “ช่องโหว่ขนาดใหญ่” ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ที่แม้จะให้ประชาชน 2 หมื่นชื่อ เข้าชื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ได้ แต่กลับต้องผ่านด่าน “ประธานรัฐสภา” เพื่อใช้ดุลพินิจชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปศาลฎีกาหรือไม่
“พริษฐ์” ตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลและ ป.ป.ช. เกิด “ฮั้วกัน” ประธานสภาซึ่งมาจากรัฐบาล ก็สามารถปัดตกข้อร้องเรียนของประชาชนได้ทั้งหมด พรรคประชาชนจึงเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขมาตรา 236 เพื่อตัดอำนาจดุลพินิจของประธานสภาออกไป คืนดาบให้ประชาชนตรวจสอบ ป.ป.ช. ได้อย่างแท้จริง
คดีของ “ศักดิ์สยาม” ไม่ใช่แค่เรื่องคุณสมบัติส่วนบุคคล แต่เป็นบททดสอบศรัทธาครั้งใหญ่ของสังคมที่มีต่อ “ป.ป.ช.” หากเอกสารคำชี้แจงที่จะออกมา ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องเส้นทางการเงินและนิติกรรมอำพรางได้ชัดเจน
คำถามที่ว่า การตีตกคดีนี้เป็นการปูทางให้ใครบางคนกลับมาผงาดในเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่? จะยิ่งดังก้องขึ้น และอาจทำให้กลไกการปราบปรามการทุจริตของไทย ต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews