เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 รัฐบาลเอาจริงกับการหยุดยั้งสถิติความสูญเสียบนท้องถนน ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยตัวเอง
ปีนี้นายกฯ ชูแนวคิด “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ประกาศคุมเข้ม 7 วันอันตราย โดยพุ่งเป้าไปที่ 3 สาเหตุหลักคือ “เร็ว เมา หมวก” พร้อมสั่งการให้ทุกจังหวัดบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังรณรงค์ให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือใช้วิธี Carpool “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน” เพื่อลดความแออัดบนถนนและประหยัดพลังงานของประเทศ เป็นการวางกรอบปฏิบัติที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง
และเมื่อสิ้นสุดช่วง 7 วันเฝ้าระวังอันตราย ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่า บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน “ธีรพัฒน์ คัชมาตย์” อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แถลงปิดศูนย์ฯ สรุปสถิติสะสมตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 16 เมษายน 2569 พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 1,242 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 1,200 คน และเสียชีวิต 242 ราย
หากเรานำตัวเลขนี้ไปเปรียบเทียบกับสถิติของปี 2568 และค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี จะเห็นภาพความสำเร็จที่ชัดเจนมาก เพราะจำนวนอุบัติเหตุลดลงถึงร้อยละ 35.59 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 37.53 และยอดผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 9.70 ซึ่งทะลุเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่าสถิติต้องลดลงไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการคุมเข้มปีนี้ “ได้ผลจริง”
แต่ถึงแม้สถิติภาพรวมจะลดลง “ผู้กระทำผิด” และ “ความประมาท” ก็ยังคงรูปแบบเดิม สาเหตุอันดับหนึ่งยังคงเป็นการขับรถเร็วเกินกำหนด สูงถึงร้อยละ 40.65 รองลงมาคือการตัดหน้ากระชั้นชิด และยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดกว่าร้อยละ 64 คือ รถจักรยานยนต์ โดยจุดเกิดเหตุมักเป็นเส้นทางตรงและถนนในชุมชนหมู่บ้าน
อย่างไรก็ตาม ข่าวดีของปีนี้คือมีถึง 10 จังหวัดที่สามารถรักษาแชมป์ “ตายเป็นศูนย์” ไว้ได้สำเร็จ ได้แก่ นครพนม บึงกาฬ ปัตตานี พังงา ระยอง สตูล สมุทรสงคราม สิงห์บุรี หนองบัวลำภู และแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือเป็นโมเดลความสำเร็จที่ ศปถ. จะนำไปถอดบทเรียนเพื่อใช้งานในปีต่อไป
งานของ ศปถ. ไม่ได้จบลงแค่วันปิดศูนย์ อธิบดี ปภ. เน้นย้ำว่า หลังจากนี้ ภาครัฐต้องเร่งประสานงานดูแลผู้ประสบอุบัติเหตุและครอบครัว ให้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมายอย่างครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด
ส่วนกลุ่มผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะคดี “เมาแล้วขับ” จะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ และติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อดัดนิสัยและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก เพราะความสูญเสียบนท้องถนนไม่ควรจบลงแค่การจ่ายค่าปรับ แต่ต้องเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างแท้จริง
แม้ช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะสิ้นสุดลงพร้อมกับตัวเลขสถิติที่ดีขึ้น แต่อุบัติเหตุบนท้องถนนยังคงเกิดขึ้นได้ทุกวัน ความร่วมมือจากทุกคนในการสวมหมวกกันน็อก คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ขับรถเร็ว และไม่เมาแล้วขับ คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนถนนเมืองไทยให้ปลอดภัยในทุกๆ วัน ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews