เหตุลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.จังหวัดนราธิวาส ไม่ได้เป็นเพียงคดีความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้เท่านั้น แต่กำลังลุกลาม กลายเป็นวิกฤตศรัทธาต่อกลไกรัฐอย่างรุนแรง และผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ารถยนต์คันที่เกี่ยวข้องเป็นรถกระบะของทางราชการ สังกัด กอ.รมน.นราธิวาส ส่วนหน้า ถูกใช้เป็นเครื่องมือก่อเหตุ โดยพบว่า นาวาเอกมนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย ได้อนุญาตให้ เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว ฝ่าฝืนระเบียบ และคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
พร้อมมีการแถลงข่าว ยืนยันเสียงแข็ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” เช่นเดียวกับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ออกแถลงการณ์ชัดเจน ย้ำจุดยืน ด้วยเกียรติและความบริสุทธิ์ใจ เชื่อมั่นในหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
ของตำรวจ และทิ้งประโยคสำคัญที่สะท้อนแรงกดดันในคดีนี้ว่า “ความจริง ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึก”
ขณะที่ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า “กองทัพไม่เกี่ยวข้องแน่นอน” หลังถูกสื่อจี้ถาม สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าทางกองทัพไม่ดำเนินการแบบนี้กับผู้เห็นต่าง และยังได้ปิดไมค์ตอบอีกว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวหรือไม่ ตนไม่รู้ว่าไปรับงานใครมา เป็นเรื่องของพนักงานสืบสวนสอบสวนต่อ”
ซึ่งคำยืนยันนั้น กลับสวนทางกับแรงกระแทกจากฝ่ายการเมือง เมื่อพรรคประชาชน เปิดข้อมูลสำคัญว่ารถยนต์ทะเบียน “ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร” ซึ่งมีชื่อครอบครองโดยหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ กอ.รมน. ถูกนำไปใช้ “ก่อเหตุหลายครั้ง” ตามคำรับสารภาพของผู้ต้องหาบางราย และเป้าหมายไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ สส.กมลศักดิ์ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐ ในพื้นที่ความขัดแย้ง
พรรคประชาชน ระบุชัด นี่ไม่ใช่แค่คดีอาญา แต่คือ “การคุกคามสถาบันนิติบัญญัติ”และอาจเป็นการทำลายกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้กลไกความมั่นคงมาทำลายผู้ที่ตรวจสอบอำนาจรัฐเป็นพฤติกรรมแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ไม่อาจยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตย สะท้อนภาพของอำนาจที่อาจอยู่นอกเหนือการตรวจสอบ และตั้งคำถามว่า กลไกความมั่นคง กำลังถูกใช้เพื่อ “จัดการผู้เห็นต่าง” หรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้นคำสัมภาษณ์ของผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อวันที่ 13 เมษายน ยิ่งเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์ ที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวข้อง” กลับย้อนแย้งกับคำพูดนอกไมค์ ที่หลุดออกมาจนถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม และสร้างความคลุมเครือ และคำถามจึงยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่าใครกันแน่ ที่ต้องรับผิดชอบ
ด้าน พรรคประชาชาติ ต้นสังกัดของ “สส.กมลศักดิ์” ออกมาเคลื่อนไหว พร้อมจับตาการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 17 เมษายนนี้ โดยระบุว่า ได้เตรียมข้อมูลสำคัญในคดี เพื่อส่งมอบให้รัฐบาลใช้พิจารณา พร้อมย้ำชัดว่า คดีนี้ต้องไม่จบลงด้วยวัฒนธรรม “ปล่อยคนผิดลอยนวล” เพราะหากความจริงไม่ปรากฏสิ่งที่พังทลาย อาจไม่ใช่แค่ความปลอดภัยของ สส.คนหนึ่ง แต่คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN