“มาริษ” ชี้ ภัยสแกมเมอร์ คือสงครามของมวลมนุษยชาติ

ข่าว
“มาริษ” ชี้ ภัยสแกมเมอร์ คือสงครามของมวลมนุษยชาติ แนะรัฐบาลไทยใช้โมเดล “ปราบแก๊งคอลฯ เมียนมา” ของรัฐบาลเพื่อไทย ขยายความร่วมมือกับกัมพูชา-UN ดึงมหาอำนาจร่วมกดดัน

 

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีแรงงานต่างชาติหลายประเทศกว่า 1,000 คน ถูกหลอกเข้าทำงานในศูนย์ปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ค” ฝั่งเมียนมา ก่อนหลบหนีเข้ามาทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายหลังจากที่กองทัพเมียนมาทลายฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า “นี่คือสัญญาณอันตรายของสงครามไซเบอร์ ที่คุกคามมวลมนุษยชาติ”

 

พร้อมเสนอให้รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง ด้วยแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จในยุครัฐบาลเพื่อไทย โดยช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้จัดตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจประสานแรงงานต่างชาติ” เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ถูกหลอกเข้ามาทำงานในศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงของจีน (“กงอัน”) และกระทรวงยุติธรรมไทย ผ่านการประสานทางการทูตเชิงรุก เพื่อคัดกรองแรงงาน ตรวจสอบข้อมูล และส่งกลับประเทศอย่างปลอดภัย

 

ตอนนั้น เราสามารถช่วยแรงงานต่างชาติหลายพันคนกลับบ้านได้โดยไม่สูญเสียชีวิตเลยแม้แต่รายเดียว เพราะใช้ทั้งพลังการทูต ความร่วมมือระหว่างประเทศ และมนุษยธรรมเป็นหลัก พร้อมชี้ว่า ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็น “สงครามของมวลมนุษยชาติ” ที่ต้องใช้ความร่วมมือระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย รัฐบาลควรใช้เวทีนี้เป็น “จุดเปลี่ยน” เพื่อเสนอโมเดลความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยประสานทั้งประเทศในภูมิภาคและองค์กรระดับโลก เช่น สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ให้เข้ามามีบทบาทในการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์

 

นายมาริษ ยังกล่าวถึง “นโยบาย 3 ตัด” ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในยุคนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ซึ่งมุ่ง “ตัดช่องทาง – ตัดเงินทุน – ตัดเครือข่าย” จนสามารถยับยั้งขบวนการสแกมเมอร์ ในฝั่งเมียนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากจีนที่ให้ความร่วมมือใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางการเงินสีเทา พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาล ปัจจุบันนำโมเดลเดิมมาปรับใช้กับกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันกลุ่มสแกมเมอร์จำนวนมากได้ย้ายฐานปฏิบัติการจากเมียนมาเข้ามาในฝั่งกัมพูชาแทน พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้ง “คณะทำงานสามฝ่าย” ไทย-จีน-กัมพูชา ตามรูปแบบที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยใช้สำเร็จกับเมียนมา เพื่อร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

 

นายมาริษ ยังเปิดเผยด้วยว่า ในอดีตเคยจัดประชุมหารือสำคัญ 2 ครั้ง ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน — การประชุม 3 ฝ่าย ไทย-เมียนมา-อินเดีย และการประชุม 4 ฝ่าย ไทย-จีน-ลาว-เมียนมา — เพื่อผลักดันแนวทางความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ ซึ่งควรถูกนำกลับมาดำเนินการต่อ ดังนั้น ไทยควรกลับมาเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านความมั่นคงดิจิทัลของอาเซียน ใช้พลังการทูตและความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ทั้งจีนและสหรัฐฯ เป็นแรงกดดันเชิงบวก เพื่อให้ปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้หมดไป พร้อมย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยทำไว้นั้น “ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ” แต่เป็นต้นแบบของการปฏิบัติจริงที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ รัฐบาลปัจจุบันจึงควรต่อยอด ไม่ใช่เริ่มต้นใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติให้ได้อย่างยั่งยืน

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ปิดโหมดสีเทา