fbpx
Home
|
ข่าว

ทีมรวยสุด! กลุ่มทุนซาอุฯ เทคโอเวอร์นิวคาสเซิล

Featured Image
สโมสรที่รวยที่สุดในโลก ! กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย เทคโอเวอร์ สโมสร นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จาก ไมค์ แอชลี่ย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พรีเมียร์ลีก ยืนยันอย่างเป็นทางการ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ได้เปลี่ยนเจ้าของจาก ไมค์ แอชลีย์ เป็นกลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย เป็นที่เรียบร้อย

กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย พยายามเข้าซื้อ นิวคาสเซิ่ล มาแล้วรอบแรก แต่ติดข้อพิพาทกับ บีอิน สปอร์ตส์ ในเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก แต่ล่าสุดสามารถเคลียร์ข้อพิพาทดังกล่าวได้เป็นที่เรียบร้อย

กลุ่มทุนดังกล่าวนำโดย “กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ” (Public Investment Fund – PIF) สามารถพิสูจน์ต่อพรีเมียร์ลีกได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐซาอุดีอาระเบีย ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดย พีไอเอฟ จะเป็นผู้จัดหาเงิน 80 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มทุนที่มี อแมนด้า สตาเวลี่ย์ นักการเงินเจ้าของ PCP Capital Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน และมหาเศรษฐีพี่น้องรูเบน ร่วมด้วย เพื่อใช้เป็นทุนในการเทคโอเวอร์ 300 ล้านปอนด์

นั่นทำให้การเข้าเทคโอเวอร์ของกลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบียประสบความสำเร็จในที่สุด และเป็นการสิ้นสุดยุคของ ไมค์ แอชลีย์ ที่บริหารงานมานาน 14 ปีและมีกระแสต่อต้านจากแฟนบอลสาลิกาดงมาตลอด

อัล-รูมายยาน กล่าวหลังจากการเทคโอเวอร์ว่า “เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่กลายเป็นเจ้าของใหม่ของ นิวคาสเซิ่ล, หนึ่งในสโมสรที่โด่งดังสุดของฟุตบอลอังกฤษ”

“เราขอบคุณแฟนบอล นิวคาสเซิ่ล สำหรับความภักดีเป็นอย่างมากตลอดช่วงเวลาหลายปีและเราตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับพวกเขา”

การเข้ามาเทคโอเวอร์หมายความว่า “สาลิกาดง” กลายเป็นสโมสรที่รวยที่สุดในโลกก็ว่าได้ ภายหลัง PIF มีทรัพย์สินอยู่ที่ 4 แสนล้านเหรียญและตั้งใจจะเพิ่มทรัพย์สินแตะ 1 ล้านล้านเหรียญภายในปี 2025

รายงานจาก เดลี่ เมล ยังอ้างการวิเคราะห์ว่าจากนี้ไป นิวคาสเซิ่ล สามารถควักเงินใช้จ่าย 200 ล้านปอนด์ตลอด 3 ปีถัดจากนี้โดยที่ไม่แหกกฎแฟร์เพลย์การเงิน สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ แอชลี่ย์ บริหารสโมสรให้มีการเงินที่แข็งแกร่งตลอดช่วงเวลาที่เขาเป็นเจ้าของ

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube