ครม. เห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ให้ข้าราชการทหารที่เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ลดภาระภาษี–รับทราบแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับแรกของไทย พร้อมยกระดับการใช้ AI และบริการภาครัฐดิจิทัล
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับข้าราชการทหารที่เข้าร่วม โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568–2570 โดยครอบคลุมทั้งเงินช่วยเหลือที่ได้รับตามโครงการ และเงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้เข้าร่วมโครงการ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างกำลังพลของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ที่เห็นชอบโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีเป้าหมายปรับขนาดอัตรากำลังพลให้เหมาะสม ลดความคับคั่งของกำลังพลระดับสูง เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารกำลังพล และช่วยประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรของรัฐในระยะยาว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีในครั้งนี้กำหนดให้ เงินช่วยเหลือ (เงินก้อน) ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับจากกระทรวงกลาโหม และ เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อออกจากราชการตามโครงการ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับมาตรการที่เคยใช้กับโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหมในช่วงปีงบประมาณ 2557–2561
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวครอบคลุมข้าราชการทหารชั้นยศพันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอกขึ้นไป ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีเวลาราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี และมีเวลาราชการเหลืออย่างน้อย 2 ปี โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อนประมาณ 7–10 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์อื่นตามโครงการ
นางสาวลลิดา ยัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศด้านข้อมูลขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งวางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเป็นระบบ
แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้จัดทำโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทย อาทิ การจัดเก็บข้อมูล การขาดบุคลากรด้านข้อมูลและ AI การเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์กำหนดวิสัยทัศน์ “ใช้พลังของข้อมูลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยข้อมูล และการส่งเสริมบริการและนวัตกรรมที่ประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI ตั้งเป้าให้ภายในปี 2570 มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 จากปีก่อน และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ ด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ให้อยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก
แผนดังกล่าวประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่
* พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เช่น Government Cloud, Government Data Catalog และ National Big Data Platform
* ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านสำคัญ อาทิ สุขภาพ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การเกษตร และเศรษฐกิจการค้า
* พัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการสร้างโมเดล AI ภาษาไทยและคลังข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI
* พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะด้าน Big Data และ AI โดยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรไม่น้อยกว่า1.6 แสนคน ภายในปี2570
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news