“ศิริกัญญา”ซัดเกณฑ์บัตรคนจน “ไม่เห็นหัวประชาชน”

การเมือง ข่าว

 

“ศิริกัญญา”ซัดเกณฑ์บัตรคนจน “ไม่เห็นหัวประชาชน” จี้ทบทวนใหม่ หลังผิดพลาดซ้ำซาก ชี้ ไม่สะท้อนความเดือดร้อนจริง พร้อมอัดแผนปฏิรูประบบราชการ “ล้มเหลว-ไร้ระบบ” ห่วงเจรจาภาษีสหรัฐฯ รัฐบาลปิดข้อมูลประชาชน

 

 

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทั้งในประเด็นการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การปฏิรูประบบราชการ และการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า หลายเรื่องสะท้อนการบริหารงานที่ขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน และขาดความโปร่งใสในการสื่อสารข้อมูลสำคัญ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีเตรียมพิจารณาแนวทางคืนสิทธิ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า คาดว่ารัฐบาลจะเป็นการคืนสิทธิ์ชั่วคราวในช่วง 2 เดือน ระหว่างรอการอุทธรณ์ของผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ที่เป็นปัญหาหรือไม่ โดยปัญหาสำคัญอยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง ซึ่งไม่สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เช่น การนำภาระหนี้สิน หรือกรณีลูกซื้อประกันชีวิตให้พ่อแม่ มาใช้เป็นเหตุในการตัดสิทธิ์ ทั้งที่ไม่ได้สะท้อนฐานะความเป็นอยู่ของครัวเรือน

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์หลายอย่างไม่ได้สะท้อนความยากจนจริง จึงจำเป็นต้องกลับไปทบทวนทั้งหมด ซึ่งหากต้องแก้ไขก็ต้องผ่านคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการ ทำให้กระบวนการอาจใช้เวลานาน แต่เมื่อรัฐบาลขยายเวลาการอุทธรณ์ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ก็น่าจะยังพอมีเวลาปรับปรุงเกณฑ์ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ส่วนการคืนสิทธิ์ครั้งนี้เป็นการลดแรงกดดันทางสังคมหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะรัฐบาลออกหลักเกณฑ์โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบตั้งแต่ต้น พร้อมมองว่า ทุกครั้งที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รัฐบาลก็กลับมาแก้ไขภายหลัง จนกลายเป็นวงจรเดิมที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะหลายรอบแล้วที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีการชักเข้าชักออก เปลี่ยนหลักเกณฑ์ไปมา ตอนเริ่มต้นไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ และไม่ได้เห็นหัวประชาชน พอออกมาแล้วเจอกระแสต้าน ก็กลับไปแก้ใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก สะท้อนว่าการดำเนินการผิดพลาด และไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ

น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความเห็นต่อแนวคิดปฏิรูประบบราชการของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อนและเปิดโครงการเออร์ลีรีไทร์ โดยเห็นว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการผิดลำดับขั้นตอน ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลควรทำอันดับแรก คือการทบทวนภารกิจของหน่วยงานราชการทั้งหมด ว่าหน่วยงานใดมีภารกิจซ้ำซ้อน หน่วยงานใดควรควบรวม หรือควรจัดตั้งภารกิจใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ ก่อนจะพูดถึงการลดจำนวนบุคลากร ดังนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะพูดเรื่องเออร์ลีรีไทร์ก่อน ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะยุบหรือควบรวมหน่วยงานไหน ต้องเริ่มจากการทบทวนภารกิจของระบบราชการทั้งประเทศก่อน ว่ารูปแบบกระทรวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ยังจำเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ ไม่ใช่นึกอะไรออกก็หยิบมาพูดทีละหน่วย แบบนี้เรียกว่าคิดไม่เป็นระบบ

รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่า โครงการเออร์ลีรีไทร์ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ในขณะนี้ แทบไม่มีแรงจูงใจให้ข้าราชการเข้าร่วม เพราะแม้จะกำหนดค่าชดเชยสูงสุด 12 เดือน แต่สำหรับผู้มีอายุ 40-49 ปี ยังไม่มีสิทธิรับบำนาญ จึงแทบไม่มีใครต้องการลาออก พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า ภายในเวลาเพียง 3 วันหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น มีประชาชนแสดงความคิดเห็นกว่า 8,000 ความเห็น สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวยังมีข้อกังวลจำนวนมาก ส่วนมาตรการที่ให้หน่วยงานซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการครบ 5 คน สามารถนำงบประมาณไปจ้างบุคลากรภายนอกหรือพัฒนาเทคโนโลยี ก็ไม่น่าจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารหน่วยงานผลักดันลูกน้องเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ คิดว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลว เพราะทำผิดลำดับขั้นตอน รีบร้อนออกมาตรการโดยยังไม่ศึกษาให้รอบด้าน ตั้งเป้าลดกำลังคนภาครัฐจาก 3 ล้านคน เหลือ 2 ล้านคน แต่เครื่องมือที่ใช้กลับไม่จูงใจเลย

น.ส.ศิริกัญญา เสนอว่า หากรัฐบาลต้องการลดขนาดระบบราชการจริง ควรใช้เวลา 6-12 เดือน ศึกษาโครงสร้างราชการอย่างจริงจัง ก่อนตัดสินใจควบรวมหน่วยงาน จากนั้นจึงค่อยกำหนดจำนวนบุคลากรที่จำเป็น และเปิดโครงการเออร์ลีรีไทร์ในลำดับสุดท้าย และมองว่า การเร่งออกมาตรการเป็นรายวัน ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหางบประมาณของประเทศ และจะไม่ทำให้งบประมาณปี 2571 กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรา 301 และกำหนดมาตรการภาษีจากประเด็นแรงงานภาคบังคับกับไทย โดยมองว่า มาตรการภาษี 12.5% ในครั้งนี้ ยังเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” หรือ “ทีเซอร์” ของมาตรการที่จะตามมา แม้อัตราภาษีดังกล่าวถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจัดเก็บในระดับสูง แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังไม่รุนแรงมาก เพราะสินค้าส่งออกหลักหลายรายการ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยังได้รับการยกเว้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ การสอบสวนในประเด็นการใช้กำลังการผลิตเกินควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่าที่เป็นอยู่ แม้จะเข้าใจว่าการเจรจาบางส่วนต้องเก็บเป็นความลับ แต่ควรเปิดเผยข้อมูลในระดับที่ไม่กระทบต่อการต่อรอง พร้อมยกตัวอย่างว่า ในการเจรจารอบก่อน รัฐบาลเคยเปิดเผยต่อสาธารณะว่า มีสินค้าประเภทใดอยู่ในโต๊ะเจรจา เช่น ข้าวโพด น้ำมัน หรือเครื่องบิน แต่การเจรจารอบล่าสุดกลับไม่มีการสื่อสารใดๆ เลย ทำให้ประชาชนไม่ทราบว่ารัฐบาลกำลังแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เรื่องใดบ้าง ดังนั้น รัฐบาลสามารถเปิดเผยข้อมูลในกรอบที่ไม่กระทบต่อการเจรจาได้ อย่างน้อยควรบอกว่ามีสินค้าหรือกฎระเบียบใดถูกนำเข้าสู่การเจรจา เพราะเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนควรได้รับรู้ หากไม่มีการสื่อสาร ก็ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีการตกลงในเรื่องที่ประชาชนเสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว พร้อมย้ำว่า แม้มาตรการภาษี 12.5% ในครั้งนี้จะยังไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก แต่รัฐบาลไม่ควรประมาท เพราะการสอบสวนและมาตรการการค้าระลอกต่อไปอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่