“สุชาติ” ประกาศกร้าว เดินหน้าจับ “จิ๊กโก๋ปลายซอย” ตัวการใหญ่ฮุบที่ดินป่าไม้-อุทยานภูเก็ต รู้ผลชัดเร็ว ๆ นี้ ย้ำ ไม่มีนายทุนใดยิ่งใหญ่กว่ากฎหมาย งัดหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศชน หลังผู้บุกรุกที่ ขึ้นศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณี การทวงคืนพื้นที่หาดนุ้ย จังหวัดภูเก็ต ว่า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวบางส่วนรุกล้ำเขตป่าสงวนแห่งชาติ หากไม่มีการรื้อถอน เจ้าหน้าที่ก็พร้อมเข้าดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตนยอมรับว่าเสียดายสิ่งปลูกสร้างแต่เมื่อศาลสั่งแล้วก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งให้รื้อถอน ซึ่งขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนของศาลฎีกาแล้ว ยืนยันว่ากฎหมายกรมอุทยานมีความรุนแรงกว่ากฎหมายกรมป่าไม้ เพราะกฎหมายของกรมอุทยานฯ ไม่สามารถบุกรุกเข้าพื้นที่ได้ ซึ่งคล้ายกับกรณีอุทยานแห่งชาติเอราวัณที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ที่จะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและคืนสภาพป่าดังเดิม
ส่วนกรณีพื้นที่ของกรมป่าไม้ในหาดต่างๆนั้น นายสุชาติ ยอมรับว่า กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ครอบครองพื้นที่มายาวนาน และมีรายได้จากการเก็บค่าคนลงหาด ในราคา 200-300 บาทต่อคน รวมต่อวันแล้วหลายแสนบาท ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่ไม่มีนายทุนใดหรือใครยิ่งใหญ่กว่ากฎหมาย อย่างไรก็ต้องคืนให้กับรัฐ แม้กลุ่มเหล่านี้จะสู้ตามกระบวนการ ภาครัฐก็ต้องตั้งหลักสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ขณะนี้ตน และ อธิบดีกรมอุทยาน และอธิบดีกรมป่าไม้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ที่จะสู้และเดินไปด้วยกัน
แต่ทั้งนี้หากอธิบดีหรือข้าราชการในกระทรวงจิตใจไม่เหมือนกับตน ก็อาจจะทำงานยาก เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากข้าราชการทุกคน รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการด้วย เช่นเดียวกับจังหวัดภูเก็ต ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าส่วนไปแล้ว ถึง 2 หน่วย ซึ่งหากอยู่แล้วทำงานได้ไม่สบายใจ และมีปัญหาด้านความปลอดภัยในการทำงาน ก็สามารถขอย้ายได้ ซึ่งตนจะหาคนไปทดแทน พร้อมยืนยันว่า บางส่วนมีการรื้อถอนในพื้นที่กรมอุทยาน แต่ในส่งนของพื้นที่กรมป่าไม้ พบว่ามีผู้ยังไม่ยอมรื้อถอน และต่อสู้ไปยังศาลปกครอง เพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งตนมองว่าไม่เป็นไร เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนที่ทำผิดกฎหมายจะต้องมาต่อสู้แบบเห็นแก่ตัว ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐมีหลักฐานทั้งหมดอยู่แล้ว
ในส่วนของกระทรวงก็ไปเบิกความต่อสู้กันไป และเชื่อว่าศาลปกครองจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เป็นไปตามมาตรฐาน เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีการดำเนินคดีจนติดคุกไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2561-2567 ที่ศาลได้มีการตัดสินมาก่อนหน้านี้ ว่าเป็นที่ดินนส. 3 ที่ถูกถอดถอนแล้ว และเป็นพื้นที่ป่า โดยยอมรับว่าปัญหาที่ดินในจังหวัดภูเก็ต เกิดขึ้นจาก เจ้าหน้าที่ นำส.ค.1 (ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน) หรือ สค.บิน มาครอบในพื้นที่ป่าและชายหาด ซึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ซึ่งถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ โดยใช้วิธีการออกใบ ส.ค.1 เพียง 1 ไร่ แต่นำมาครอบที่ดินถึง 100 ไร่ ก็มี
และล่าสุดที่จังหวัดระนองตนก็ได้เข้าแจ้งความที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง เนื่องจากพบลักษณะการทำเช่นนี้ โดยใช้ส.ค. 1 เพื่อนที่ 4 ไร่ แต่ครอบถึง 40 ไร่ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายทางอากาศยืนยันได้ และรวบรวมหลักฐานดำเนินคดี โดยเฉพาะผู้ที่ออกโฉนด
นายสุชาติยังระบุว่า หลังจากนี้ให้จับตาดูตอนจบ ซึ่งหาพูดคุยกันด้วยดี แล้วยอมรับในความผิดพลาด โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้ซื้อขายมี 2-3 ประเภท เช่น ผู้ที่ซื้อที่ดินโดยไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย ก็จะทำความเข้าใจ ก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการยอมรับความเป็นจริง แต่กับอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ ถือเป็นคนดื้อด้าน ดังนั้นตอนจบก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ตอนนี้ได้เตรียมการไว้หมดแล้วแต่ยังไม่อยากเปิดเผย
ส่วนเป็นผู้มีอิทธิพลร่วมกับข้าราชการใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวยกตัวอย่าง ว่า คนที่ทำตัวตนจริงไม่เท่าไหร่ เป็นจิ๊กโก๋กลางซอย ถ้าแน่จริงต้องมีจิ๊กโก๋ปลายซอยค้ำยันอยู่แล้ว ดังนั้นก็จะหาตัวให้เจอทั้งหมด เพื่อหาจิ๊กโก๋ปลายซอยให้ได้ ยืนยันว่าตนจะทำอย่างเต็มที่ และต้องยอมรับหากถูกฟ้องกลับ หากมัวแต่กลัวแล้วใครจะทำ ตนจึงบอกข้าราชการทุกคนว่า ถ้ายืนอยู่บนข้อเท็จจริง ในการทวงคืนป่าไม้ให้กับประเทศชาติก็ไม่ต้องกลัว ตอบไม่ได้เอามาเป็นของเรา แต่เอากลับมาเป็นของประชาชน และกลับคืนสู่ประเทศชาติ ซึ่งสิ่งต่างๆทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และตนเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงและพูดมาตลอดว่ามีในประเทศไทย ดังนั้นต้องรอดูว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร เพราะตนเอาจริง ดังนั้นให้คอยดูแล้วกัน
ส่วนกรณีที่มีกลุ่มคนจีนเข้าสำรวจแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ป่าสงวน จังหวัดกาญจนบุรี สามารถทำได้เลยใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า หากอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ การเข้าสำรวจจะมีขั้นตอนที่ยากมาก แต่ทั้งนี้ตนต้องขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน ว่ามีใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะตอนนี้ทำอยู่หลายหน้า มีหลายงานที่ต้องดูแล เช่น การแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก จึงต้องอาศัยความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนโดยหารือกับประเทศญี่ปุ่น ที่จะเข้ามาช่วยเหลือไทย เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งการหารือเรื่องมลพิษข้ามแดน จะต้องมีเพื่อนบ้านในอาเซียนช่วยเหลือกัน เพราะทุกคนได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด เช่นเดียวกับกรณี ผืนป่าทับลาน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการตรวจพิสูจน์สิทธิ์ไปหลายรายแล้ว ขอให้รออีกนิดนึง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews