นายกฯ​ ยันปลัดลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรง​ 5 ขรก.สถ. ไม่มีซูเอี๋ย​

การเมือง ข่าว

 

นายกฯ​ ยัน​ ปลัดลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรง​ 5 ขรก.สถ.แล้ว​ ชี้เป็นชั้นความลับเปิดเผยไม่ได้ ลั่นไม่มีซูเอี๋ย​ -​ วิ่งเต้น​ ไม่สนหน้าอินทร์​หน้า​พรหม​ รับโพลรัฐบาลตก สั่งรัฐมนตรีเร่งสื่อสารผลงาน เตือนคนเงียบอาจถูกลืม ปัดรู้จักคนแอบอ้างเป็นทีมงาน

 

 

นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตสอบท้องถิ่นปี 68​ ว่า​ มีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละระดับชั้น ซึ่งในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีก็มีการแต่งตั้ง นายปกรณ์​ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์​ สัมพันธรัตน์​ ปลัดกระทรวง ได้มารายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นคนละส่วนของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้มารายงานในส่วนของตนว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ​ (ป.ป.ท.)

“มันตลกดีนะ​ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็จะมีแต่ละหน่วยงาน ของรัชกาลที่จะไปดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อไป ก็ดีเหมือนกัน อย่างที่ตนเคยบอก ทุกหน่วยงาน ทำตามขอบเขตอำนาจ และหน้าที่ของเขา คู่ขนานกันไป สุดท้ายอย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหลายก็ต้องมาบรรจบ ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่แน่นขึ้นและทำให้เกิดความมั่นใจ ได้ว่าไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือ ซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอนเพราะเราใช้แต่ละหน่วยงาน ที่เป็นหน่วยงานปราบปราม ในการดำเนินคดี”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การมีหน่วยงานด้านการปราบปรามและดำเนินคดีเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้สังคมว่า จะไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือกัน พร้อมยอมรับว่า ข้อมูลเกี่ยวกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องถูกจัดชั้นเป็น “ความลับมาก” จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะสุดท้ายข้อมูลทั้งหมด ก็จะมารวมอยู่ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะมีข้อมูลที่แน่นขึ้น และเป็นการสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีวิ่งเต้นหรือชวนเหลือกัน เพราะมีหน่วยงานที่มีอํานาจในการป้องปรามและดําเนินคดี มาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ โดยยืนยันว่า รัฐบาลต้องการให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างเด็ดขาด รวดเร็ว และโปร่งใส

ล่าสุด ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานว่า ได้ลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมย้ำว่า การแต่งตั้งนายปกรณ์เข้ามากำกับดูแล เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องอุกอาจ กระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม และมีความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก จึงต้องมีผู้กำกับติดตามอย่างใกล้ชิด โดยคณะกรรมการ ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการสำคัญหลายหน่วยงาน

ส่วนกรณีจะมีคำสั่งให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องออกจากราชการไว้ก่อนหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย บางรายถูกเรียกให้พ้นจากตำแหน่งเดิมหรือย้ายมาช่วยราชการแล้ว หากพยานหลักฐานมีความชัดเจนก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด แต่หากยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็ต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป โดยทุกหน่วยงานจะทำงานคู่ขนานกันเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า หากผลการสอบสวนพบการกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะคดีนี้มีข้อมูลตั้งต้นเกี่ยวกับการจ่ายสินบนและผลประโยชน์เพื่อแลกกับการได้รับตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องสืบสวนขยายผล พร้อมย้ำว่า ประเทศต้องยึดหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ “กฎหมู่” หรือใช้อำเภอใจในการตัดสินคดี

ขณะเดียวกันยํ้าว่า กรอบการดำเนินการทํางานทุกอย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็มีคนเข้าไปแหกกรอบ จนทำาให้เกิดฝีแตก ซึ่งการสอบสวนก็เร่งตามระยะเวลาที่ได้กำหนด เชื่อว่าจะไม่นาน เพราะหลายคนติดตามเรื่องนี้อยู่ ดังนั้น ไม่ต้องมีอะไรกังวล ขอให้ทุกคนทำเต็มที่ ในฐานะรัฐบาล ก็พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ทุกรูปแบบ โดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมของใครทั้งนั้น

นายกรัฐมนตรี ยังระบุอีกว่า เรื่องกรอบเวลาเร่งอยู่แล้ว ในเบื้องต้น คณะกรรมการชุดใหญ่จะมีการสอบสวนใน 30 วัน ส่วนชุดเล็กก็ตามเนื้อหา ไม่นาน เพราะเป็นที่สนใจและต้องตอบสังคมให้ได้ ฉะนั้นก็คงไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ก็ทำเต็มที่ ซึ่งตนได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี มาให้ความมั่นใจว่า รัฐบาล เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินการของเขาในทุกรูปแบบโดยไม่ต้องเกรงหน้าอินหน้าพรม หรือหน้าใครที่ไหน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการทั้ง 5 คนจะต้องถูกให้ขาดออกจากตำแหน่งเดิม โดยให้สังกัดยังกลมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น​ โดยทั้ง 5 รายชื่อประกอบไปด้วย​นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ.​ นายธนนท์​ พรร​พี​ภา​ส​ รองอธิบดี​ นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี​ นางสาวบุรณี แพรโรจน์ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น​ และนาย ป.​ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยอมรับผลสำรวจคะแนนนิยมรัฐบาลที่ลดลง โดยระบุว่า โพลคือกระจกสะท้อนการทำงาน พร้อมขอบคุณผู้จัดทำโพล และยืนยันว่ารัฐบาลต้องนำผลสำรวจไปปรับปรุงการทำงาน โดยชี้ว่าคะแนนนิยมที่ลดจาก 26% เหลือ 21% สะท้อนว่ามีบางอย่างผิดพลาด ซึ่งอาจเกิดจากการสื่อสารที่ยังไม่ทั่วถึง แม้รัฐบาลจะมีผลงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งการเติบโตของ GDP การลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นมีเสถียรภาพ และไทยได้รับการสนับสนุนในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

นายกรัฐมนตรี ยังยอมรับว่า รัฐมนตรีหลายคนทำงานหนัก แต่ไม่สื่อสารผลงานให้ประชาชนรับรู้ จึงเตรียมเรียกรัฐมนตรีเข้าหารือ เพื่อเร่งปรับการสื่อสาร พร้อมเตือนว่า หากยังเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ก็อาจถูกลืมจากการพิจารณาทางการเมืองด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาจากผลงานและเหตุผลที่ชัดเจน ไม่ใช่การสับเปลี่ยนตำแหน่งโดยไม่มีหลักเกณฑ์ พร้อมเชื่อว่าหากทุกฝ่ายสื่อสารการทำงานได้ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะกลับมา

ส่วนกรณีมีผู้แอบอ้างว่าเป็นคณะทำงานนายกรัฐมนตรี ก่อนก่อเหตุทำร้ายสื่อมวลชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลเพียงจากการบอกเล่า แต่ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะบุคคลดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับตนหรือรัฐบาล

โดยบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และเคยติดตามตนในช่วงหนึ่ง แต่พรรคเห็นว่าแนวทางการทำงานไม่สอดคล้องกัน จึงไม่ได้ให้เข้ามามีบทบาทหรือมีส่วนร่วมกับพรรค ตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งปี 2562 พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว รู้จักกันเพียงผิวเผินจากการพบกันตามงานต่าง ๆ เท่านั้น

ส่วนกรณีที่อาจมีการแอบอ้างว่าเป็นคณะทำงานของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ย้ำว่า หากมีการแอบอ้างจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิดำเนินคดีได้ทันที

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่