รองปลัดทส.ยันสอบ “อธิบดีกรมอุทยานฯ” จบมีมูลผิดวินัย

การเมือง ข่าว
รองปลัดทส.แจงสอบข้อเท็จจริง”อธิบดีกรมอุทยานฯ” จบมีมูลผิดวินัย ยังไม่เห็นคำสั่งตั้ง คกก.สอบวินัยร้ายแรง ยันมีกรอบ 30 วัน รับมีมูลความผิดจริง

 

 

นายกุศล โชติรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะกำกับดูแลด้านทรัพยากรธรรมชาติ แถลงความคืบหน้ากรณีนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรียกรับผลประโยชน์จากข้าราชการหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่า คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง มีการประชุมเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.65 จากนั้นได้ทำงานภายใน 7 วัน โดยเอาข้อมูล

ที่มีอยู่ สอบข้อเท็จจริง และได้เชิญนายรัชฎา และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 จังหวัดอุบลราชธานีมาสอบข้อเท็จจริง และนำข้อมูลจากกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สรุปรายงานไปยังปลัดกระทรวง โดยมีการออกคำสั่งคณะกรรมการสืบสวนทางวินัยเมื่อวานแล้ว ซึ่งกระบวนการทางระเบียบข้าราชการพลเรือนเป็นไปตามกำหนด โดยคณะกรรมการชุดที่ 2 ตนเองยังไม่ได้เห็นคำสั่ง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย แต่ปกติจะระบุว่าภายใน 30 วัน แต่หากมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และรอบคอบ สามารถขยายเวลาออกไปได้ตามระเบียบของสำนักนายกฯ

 

ทั้งนี้ ยืนยันคณะกรรมการได้มีการเรียกสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยคำสั่งสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นคำสั่งลับ จึงไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดได้ แต่ให้ข้อมูลได้ว่ามีมูลความผิดทางวินัย จึงมีการรายงานขึ้นมาระดับกระทรวง แต่ยังไม่เห็นคำสั่ง ว่ามีการตั้งบุคคลใดเป็นประธานที่จะสอบสวนวินัยร้ายแรง แต่ตามหลักการ หากผู้ถูกสอบเป็นระดับอธิบดีฯ จะต้องเป็นระดับรองปลัด หรือผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นประธานกรรมการในการสอบทางวินัย

 

หากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเสร็จสิ้น จะถือว่าสมบูรณ์ ส่วนจำเป็นต้องนำพยาน 10 กว่าปาก ที่มีส่วนรู้เห็นในการรับสินบน จะนำมาประกอบในคณะกรรมการชุดหลัง ทั้งนี้ในการสอบสวนของคณะกรรมการชุดแรกมีการสอบสวน 2 ฝ่าย เพื่อชี้มูลว่าผิดหรือไม่ และเมื่อพบว่ามีความผิดจะส่งให้คณะกรรมการชุดที่ 2 เพื่อดูข้อเท็จจริง หากมีการสอบสวนไปแล้วมีประเด็นใดที่พาดพิง คณะกรรมการชุดที่ 2 ก็มีอำนาจเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบถามได้

ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ 2 จะต้องมีการประชุมภายใน 7 วัน นับจากที่ได้รับทราบคำสั่ง จากนั้นก็ตั้งโจทย์หรือประเด็นในแนวทางการสืบสวนสอบสวน และหากสอบสวนไปแล้วมีประเด็นเพิ่มก็มีอำนาจที่จะสอบต่อ

 

ส่วนกรณีที่นายชัยวัฒน์ ได้มาพูดคุยกับปลัดกระทรวง ว่ามีเรื่องของการเรียกรับสินบนนั้นส่วนนี้ตนไม่ทราบ แต่เข้าใจว่าหากนายชัยวัฒน์พูดเช่นนี้ปลัดกระทรวงก็คงทราบเรื่อง เรื่องนี้ต้องถามทั้ง 2 คนว่าใช่เรื่องจริงหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าสังคมจะได้รู้หรือไม่ว่า อธิบดีอุทยานฯ ตอบหรือไม่ ว่าเงินที่ได้จะส่งไปส่วนใดนั้น นายกุศล กล่าวว่า วันนี้ หรือพรุ่งนี้คงยังไม่ทราบ เนื่องจากมีการสอบสวนอยู่ และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการทั้งทางวินัย
และอาญา คาดว่าจะได้รับคำตอบ ซึ่งในกรอบ 30 วัน ก็ไม่ทราบว่าจะได้คำตอบหรือไม่ แต่หาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนเสร็จ และถึงขั้นเข้าสู่กระบวนการของศาลอาญา
ก็คงจะทราบอย่างแน่นอน ทั้งนี้ไม่สามารถกำหนดเวลาได้ว่าคณะกรรมการสอบสวนจะใช้เวลาดำเนินการกี่วัน นอกจากนี้ในส่วนของนายชัยวัฒน์ มีการตั้งข้อสังเกตว่า เงินที่นำมาเป็นค่าสินบน ส่วนใหญ่จะเป็นเงินส่วนของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้
หรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า นายกุศล กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สอบไปถึงขั้นนั้น จะต้องถามชื่อที่อยู่หน้าซอง ทั้งนี้อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่ามาจากไหน ดังนั้น ขออย่าไปถามคนอื่น หรือคิดเอง หากเขาเซ็นชื่อบอกคำตอบได้คือชัดเจน

 

อย่างไรก็ตามหากพบกระทำความผิดมีการดำเนินการ 2 ลักษณะคือทางอาญาซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีอำนาจในส่วนนี้ และทางวินัยซึ่งเป็นอำนาจของกระทรวง โดยมีโทษอยู่ 5 ขั้น
ตั้งแต่ภาคทัณฑ์ถึงขั้นให้ออก ส่วนกรณีนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ตนในฐานะรองปลัดกระทรวงยังไม่สามารถที่จะฟันธงได้ จะต้องดูเนื้อหาของการสอบสวน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ปิดโหมดสีเทา