คดีดัง ศาลตัดสิน “ประหารชีวิต” แต่ไม่”ประหาร” บทเรียนสังคมไทย

Hot Clips Video

 

“โทษประหารชีวิต”เป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดขั้นสูงสุดของไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 โดยในอดีต จะประหารชีวิตด้วยการ “ยิงเป้า” แต่เมื่อปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น”ฉีดยา” และมีนักโทษถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาไปแล้ว 7 คนโดยรายล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 และเมื่อเกิดคดีฆ่า 2 พี่น้องรัสเซีย รวมถึงขุดพบอีก 3 ศพ ตามที่ “ไอ้ป๋อง”ฆาตกรสารภาพ จึงมีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ลงโทษประหารชีวิต และนายกรัฐมนตรีก็พูดว่าคิดเหมือนประชาชน

 

 

 

จากนักโทษคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิต จนถึงปัจจุบัน รวมเวลากว่า 8 ปี ระหว่างนั้น ศาลมีคำตัดสินโทษประหารชีวิตอีกหลายคดี แต่ไม่ได้มีการบังคับโทษดังกล่าว และท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่ประเทศไทย ก็ยังไม่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิต เพียงแต่ไม่บังคับโทษ จนถูกสังคมตั้งคำถาม และเมื่อมีคดีสะเทือนขวัญ ก็เรียกร้องให้ลงโทษขั้นสูงสุด

โดย 5 คดีล่าสุด ที่มีการตัดสินประหารชีวิต มีดังนี้ 1 คดีเมื่อ 17 ก.ค.2555 ที่จังหวัดตรัง จำเลยคือ “ธีรศักดิ์ หลงจิ” หรือ “ไอ้มิ๊ก” อายุ 19 ปี ดักทำร้ายร่างกายเยาวชนชาย ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เพื่อชิงทรัพย์ โดยใช้อาวุธมีดปลายแหลมกระหน่ำแทงเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมรวมกว่า 24 แผลทั่วร่างกาย จนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน และจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา พิจารณาจากพฤติการณ์เหี้ยมโหด ไร้ความเกรงกลัวต่อกฎหมาย พิพากษายืนตรงกันทั้ง 3 ศาลให้ ประหารชีวิต และเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่มีการประหารชีวิต เมื่อ 18 มิ.ย.2651

คดีต่อมา ที่ตัดสินประหารชีวิต โศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญ บนขบวนรถไฟด่วนที่ 174 (นครศรีธรรมราช-กรุงเทพมหานคร) เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2557 “น้องแก้ม” เด็กหญิงวัยเพียง 13 ปี ได้สูญหายไปจากเตียงนอนบนตู้นอนรถไฟ ขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผู้ก่อเหตุคือ “วันชัย แสงขาว” หรือ “เกม”

พนักงานลูกจ้างบนรถไฟ โดยมี “ณัฐกร ชำนาญ” เพื่อนร่วมงานคอยดูต้นทาง บุกเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงขณะกำลังนอนหลับอย่างทรมาน และฆาตกรรมสังหารเหยื่อเพื่อปิดปาก นำร่างไร้วิญญาณของ”น้องแก้ม” โยนทิ้งออกทางหน้าต่างตู้ขบวนรถไฟ ขณะวิ่งผ่าน อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ศพถูกพบอยู่ริมทางรถไฟ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกการเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ และเพิ่มมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้ ประหารชีวิต แต่ ไม่มีการประหารชีวิต และจำเลยได้รับการพระราชทานอภัยโทษตามวาระสำคัญหลายครั้ง ส่งผลให้โทษประหารชีวิตถูกลดหย่อนลงมาตามลำดับขั้นตอนกฎหมาย เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต และอยู่ระหว่างการรับโทษในเรือนจำ

ต่อด้วยคดี “ผอ.กอล์ฟ หรือ “ประสิทธิชัย เขาแก้ว” ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ก่อเหตุ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2563 สวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้า แต่งกายชุดพราง ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ และถืออาวุธปืนสั้นติดท่อเก็บเสียง บุกเข้าปล้นร้านทองออโรร่า ภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จ.ลพบุรี และกราดยิงใส่พนักงาน ร้านค้า ประชาชนที่เดินผ่านไปมา อย่างเหี้ยมโหด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ราย และ บาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย กวาดทองคำน้ำหนักรวม 28 บาท มูลค่ากว่า 6 แสนบาทหลบหนี ก่อนถูกตำรวจติดตามจับกุมได้ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา พิพากษายืนตรงกันทั้ง 3 ศาลให้ ประหารชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ยังไม่มีการประหารชีวิต แม้คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเพื่อรอขั้นตอนการรับโทษตามกฎหมาย

ต่อมาคดี คดี “ผู้กำกับโจ้” ทรมานผู้ต้องหาจนเสียชีวิต เดือนสิงหาคม 2564 ณ สภ.เมืองนครสวรรค์ “พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล” หรือ “ผู้กำกับโจ้” พร้อมพวกรวม 7 นาย ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายหนึ่ง มาสอบสวนขยายผล ภายในห้องสืบสวนเค้นข้อมูลที่ซ่อนยาเสพติด และรีดเงิน “ผู้กำกับโจ้” และพวก ได้ใช้วิธีการทรมานอย่างทารุณ นำ “ถุงพลาสติกสีดำ” ซ้อนกันถึง 6-7 ชั้น คลุมศีรษะผู้ต้องหา จนเสียชีวิต คลิปจากกล้องวงจรปิด ภายในห้องสอบสวน ถูกนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ จนกลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการสีกากี

ทำให้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาลงโทษ ประหารชีวิต แต่ศาลพิเคราะห์ว่าจำเลยมีส่วนพยายามช่วยชีวิตผู้ต้องหาหลังหมดสติ และชดใช้ค่าเสียหายเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือ จำคุกตลอดชีวิต ก่อนที่ 7 มี.ค.2568 “อดีต ผกก.โจ้”ได้เสียชีวิตในห้องขังของเรือนจำกลางคลองเปรม

ปิดท้าย คดีที่มีการตัดสินประหารชีวิตล่าสุด ที่เพิ่งตัดสินเมื่อปีก่อน คือ “แอม ไซยาไนด์” หรือ “สรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์” อดีตภรรยาของตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ก่อเหตุวางสารพิษร้ายแรงอย่าง “ไซยาไนด์” ผสมลงในอาหาร เครื่องดื่ม และยาสมุนไพร ให้แก่เพื่อนสนิท คนรู้จัก และบุคคลในวงแชร์ จนเสียชีวิต และฉวยโอกาสลักทรัพย์ ก่อนที่การเสียชีวิตอย่างผิดปกติของ “ก้อย” ศิริพร ขันวงษ์ ที่ จ.ราชบุรี จนนำไปสู่การขุดคุ้ยพบเหยื่อที่เชื่อมโยงมากกว่า 14 ราย ซึ่งศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษ ประหารชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยคดีนี้ยังไม่มีการประหารชีวิตจริง เนื่องจากคดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ชั้นอุทธรณ์และฎีกา

ทั้งนี้ จากคดีสะเทือนขวัญที่ชลบุรี อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในประเทศไทย เพราะมีหลายฝ่าย ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี ภาคประชาชน องค์กรจิตอาสาต่างๆ ล้วนเรียกร้องให้ลงโทษขั้นสูงสุด

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่