“อนุทิน”รีบตีกินคดี5ศพ หวังกู้เชื่อมั่น ปท. กลางมรสุมการเมือง

Hot Clips Video

 

คดีฆาตกรรมอำพรางศพต่อเนื่อง 5 ศพ ที่จังหวัดชลบุรี ไม่ได้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ หากแต่กลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ด้วย ที่เลือกลงพื้นที่ด้วยตัวเองทันที พร้อมผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อบัญชาการติดตามคดีอย่างใกล้ชิด ด้วยท่าที ที่ดุดัน ขึงขัง เนื่องจากคดีนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยโดยตรง

 

 

ซึ่งนายกฯอนุทิน ได้มีการเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังจุดพบศพ และการประชุมติดตามคดีกับตำรวจในพื้นที่ ทันที ซึ่งทำให้เห็นถึงความพยายามของผู้นำรัฐบาลในการส่งสัญญาณว่า จะไม่ปล่อยให้คดีอุกฉกรรจ์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศถูกมองว่าเป็นเพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป เพราะนายกรัฐมนตรี ลงมาควบคุมด้วยตนเอง

จังหวะเวลาของการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนัยทางการเมืองไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย แม้รัฐบาลจะประกาศเดินหน้าปราบปราม แต่กระบวนการจัดการยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง

การเลือกลงพื้นที่คดีสะเทือนขวัญด้วยตัวเอง จึงไม่ใช่เพียงการติดตามคดี แต่ยังเป็นความพยายามชิงพื้นที่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน ทั้งต่อประชาชน นักลงทุน และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะเมื่อผู้เสียชีวิตเป็นชาวรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

นายกรัฐมนตรี ใช้โอกาสนี้ แสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลจะไม่สนับสนุนการลดโทษผู้ก่อเหตุคดีอุกฉกรรจ์ พร้อมยืนยันว่า จะเร่งรัดสำนวนคดีให้รัดกุม ปิดทุกช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่

พร้อมกันนั้น ยังกล่าวขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และประชาชนชาวรัสเซีย ย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของอาชญากรเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ภาพสะท้อนว่าประเทศไทย ไม่มีความปลอดภัย พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน และขยายผลไปถึงเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงผู้ให้การสนับสนุนทั้งหมด

ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอีกเรื่อง คือ ผู้ต้องหาหลักเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำ ก่อนกลับมาก่อเหตุซ้ำ จึงเสนอให้มีการทบทวนระบบติดตามผู้พ้นโทษ ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ เพื่อเฝ้าระวังพฤติกรรมในช่วงหลังพ้นโทษ หากพบว่ายังมีพฤติกรรมเสี่ยง ก็ต้องดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน ผลการสืบสวนของตำรวจกลับยิ่งทำให้คดีนี้มีความร้ายแรงมากขึ้น เพราะจากการคลี่คลายคดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซีย กลับเชื่อมโยงไปสู่คดีฆาตกรรมครอบครัวชาวไทยอีก 3 ศพ รวมถึงการขยายผลไปยังเครือข่ายอดีตผู้ต้องขัง เครือข่ายยาเสพติด และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะมีเหยื่อรายอื่นเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบบุคคลสูญหายเพิ่มเติม รวมถึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ อาวุธปืน เสื้อผ้า และพยานแวดล้อมทุกด้าน เพื่อให้สำนวนคดีมีความสมบูรณ์ที่สุด และไม่เปิดช่องให้ผู้ต้องหาหลุดรอดจากกระบวนการยุติธรรม

อีกประเด็นที่นายกรัฐมนตรี พยายามสื่อสาร คือ การขอให้สื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการพาดหัวว่า “นักท่องเที่ยวรัสเซียถูกฆ่า” เนื่องจากผู้เสียชีวิตใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมานานหลายปี มีครอบครัวและประกอบธุรกิจในไทย เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเกินกว่าข้อเท็จจริง

ทั้งหมดสะท้อนว่า คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจของตำรวจ แต่กลายเป็นภารกิจทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงเสียดทานจากหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น การลงพื้นที่บัญชาการคดีอาชญากรรมครั้งใหญ่ด้วยตัวเอง จึงเป็นความพยายามแสดงภาวะผู้นำ สร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้กลับคืนมา…

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จของรัฐบาล อาจไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั้งหมด แต่คือการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่ปล่อยให้ทั้งปัญหาอาชญากรรมร้ายแรง หรือปัญหาการทุจริตในหน่วยงานของรัฐ กลายเป็นบาดแผลที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประเทศในระยะยาว

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่