“สิริพงศ์”ครม.ปลดล็อกบัตรคนจน ปมถือครองรถยนต์เกิน20ปีได้

การเมือง ข่าว

 

“สิริพงศ์” ครม.ปลดล็อกเกณฑ์บัตรคนจน ปมถือครองรถยนต์ อายุเกิน 20 ปี ไม่นับรวมรถคลาสสิค

 

 

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงความคืบหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายหลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า ในวันนี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการเลื่อนกำหนดการการอุทธรณ์กรณีผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมวันที่ 31 กรกฎาคมเป็นวันที่ 20 กันยายน 2569 เป็นที่เรียบร้อย นอกจากนั้นกระทรวงการคลังได้ขอให้มีการขยายเวลาของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน สำหรับผู้ที่ได้รับบัตรการแห่งรัฐเดิม ซึ่งจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐชุดใหม่จะเริ่มใช้สิทธิ์พร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

อีกทั้ง คณะรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในสังคมไทย และข้อเท็จจริงมากที่สุด ซึ่งต้องขอขอบคุณกระทรวงการคลังที่นำปัญหาต่างๆ มาสังเคราะห์รวมกัน โดยส่วนที่ปรับเพิ่มมีหลายส่วนซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นให้ข้อมูล

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบว่ากระทรวงมหาดไทยได้จัดให้มีศูนย์บริการ One stop service เพื่อให้บริการประชาชนได้มากขึ้นตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงคมนาคม โดยวันนี้หนึ่งในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประชารัฐ ได้พิจารณาให้ คือ เรื่องเกณฑ์อายุของตัวรถ ซึ่งวันนี้เราได้เป็นอย่างทางการว่า รถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี และที่มีมูลค่าไม่สูงที่ไม่ใช่รถเก็บ (รถคลาสสิค) แต่เป็นรถที่ใช้งาน หากเป็นรถคลาสสิคจะไม่เข้าเกณฑ์ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกจะทำหน้าที่เป็นผู้คัดกรองให้ ส่วนรถจักรยานยนต์ที่อายุใช้งานเกิน 15 ปี ไม่เกิน 300 ซีซี และไม่เข้าข่ายเป็นรถคลาสสิค กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการแจ้งถอนบัญชีกับกระทรวงการคลังให้กับท่าน ไม่จำเป็นต้องมาอุทธรณ์

ส่วนกรณีที่ต้องมาอุทธรณ์ คือ กรณีที่รถไม่ได้ใช้ และยังไม่ได้แจ้งจอดหรือการแจ้งยกเลิกทะเบียนนั้น จะต้องมีการอุทธรณ์ ซึ่งการอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์ได้จากทั้งกรมขนส่งหรือช่องทาง One stop service ซึ่งหากให้ดีที่สุดคือมา One stop service เพราะอาจจะตกหลายเกณฑ์ แต่หากจะมาเฉพาะเรื่องรถก็มาที่กรมขนส่งทางบกได้

ซึ่งทุกช่องทางที่รัฐประกาศว่าอุทธรณ์ได้ ยังคงใช้ได้ทุกช่องทางเช่นเดิม โดยทุกหน่วยงานได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในกรณีบางพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีข้อจำกัด ในเรื่องการดำเนินการก็ต้องขออภัยด้วย แต่หลังจากนี้ไป One stop service ก็ต้องที่เดียวจบ ขณะที่หลักเกณฑ์ใดที่จะมีการทบทวนสิทธิ์ให้เองหรือหลักเกณฑ์ใดที่จะต้องมีการยื่นขอทบทวนสิทธิ์ ทางกระทรวงการคลัง ก็จะทำรายละเอียดเพื่อให้ความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี งบประมาณเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีการทบทวนใหม่ และถือเป็นความพยายามของรัฐบาลมาก เพราะเราเข้าใจว่าทุกครั้งที่มีการทบทวน ผู้ที่ไม่ได้ก็อาจจะเกิดความไม่พอใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือเราได้ค้นพบคนอีกกว่า 2,000,000 คน ที่ไม่เคยได้สิทธิ์ และให้พวกเขากลับมาได้สิทธิ์นี้ ฉะนั้นนโยบายของนายกรัฐมนตรีคือ เมื่อเราบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา สุดท้ายสิทธิ์จะตกอยู่กับใครไม่ใช่ประเด็น ไม่ใช่สาระสำคัญ รัฐบาลจะต้องดำเนินการให้เพียงพอให้ตรงกับผู้ที่สมควรจะได้รับสิทธิ์

นายสิริพงศ์ ระบุเพิ่มเติมว่า รถที่มีอายุ 20 ปีไม่จำเป็นเพิกถอนทะเบียน แต่จะตัดออกจากระบบที่จะส่งข้อมูลไปยังกระทรวงการคลัง และในทุกสถานะต่างๆ ยังมีเหมือนเดิมทั้งหมด เพียงแต่จะตัดหลักเกณฑ์ให้สำหรับรถที่มีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งกรณีที่รถสิ้นสภาพ และจะต้องไปอุทธรณ์ คือ รถที่อายุไม่ถึง 20 ปี แต่บอกว่ารถไม่สามารถใช้งานได้ และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งเรื่องทะเบียนกับเรื่องกรรมสิทธิ์เป็นเรื่องทึ่ต้องแยกออกจากกัน เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ เพราะทั้งหมดเป็นเพียงหนึ่งเกณฑ์ที่หลายคนมีหลายเกณฑ์จะต้องพิจารณา ซึ่งกระทรวงการคลังก็จะต้องมาตรวจสอบหลักเกณฑ์ และปรับใหม่ทั้งระบบ เช่นเดียวกับกรณีของนักเรียนที่อาจจะไม่เป็นนักศึกษาแล้ว แต่ไปติดเกณฑ์อื่น เช่น การมีบัตรเครดิต เป็นต้น

เมื่อถามว่า มีการตั้งเป้าว่าผู้ที่ผ่านการอุทธรณ์ให้กลับมาได้รับสิทธิ์ได้เท่าไหร่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการตัดสิทธิ์ไปกว่า 9 ล้านสิทธิ์ นายสิริพงศ์ ระบุว่า ตนเองไม่ทราบ เพราะถ้าหากทราบจะถือเป็นการล็อกข้อมูล ฉะนั้นต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาเรียบเรียงตรวจสอบ

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่