มติ ครม. ขยายเวลาทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึง 20 กย.นี้ เปิด 4 เกณฑ์สแกนกลุ่มนอมินี ก่อนเริ่มใช้ เริ่มใช้ 1 ต.ค.
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันนี้คณะรัฐมนตรี มีมติที่เกี่ยวข้องกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเรื่องแรก คือ คนเดิมที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน จนสิ้นสุดโครงการ ส่วนคนกลุ่มใหม่ที่มีการคัดกรองเข้ามา ไม่ว่าจะเหลือจำนวนเท่าไหร่ จะเริ่มสิทธิในวันที่ 1 ตุลาคม
เรื่องที่ 2 มีการขอทบทวนสิทธิค่อนข้างหลากหลาย จึงได้มีการขยายเวลาไปอีก 1 เดือน ซึ่งจากเดิมที่เปิดให้ทบทวนสิทธิถึงวันที่ 30 กรกฎาคม จะขยายเวลาเป็นวันที่ 30 สิงหาคม และขยับระยะเวลาการยื่นเอกสารจากเดิมภายในวันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันที่ 20 กันยายน
นายลวรณ ยังกล่าวถึงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ว่า เกณฑ์เดิมที่ใช้ในการคัดกรองยังอยู่ แต่เกณฑ์ย่อยที่ใช้ในแต่ละเรื่องมีการปรับให้เหมาะสมกับความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งคนที่ไม่ผ่านการลงทะเบียนในรอบนี้ 9.3 ล้านคนจะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่ไม่ผ่านแน่ๆ 2. กลุ่มที่คิดว่าผ่านแต่ข้อมูลไม่อัพเดทเป็นปัจจุบัน ที่จะมีการขอให้ทบทวนสิทธิ 3. กลุ่มที่พบการใช้นอมินี โดยนำชื่อของประชาชนไปใช้จดทะเบียนบริษัท การครอบครองทรัพย์สินที่ดินหรือยานพาหนะ หรือเกณฑ์ของนักศึกษา จึงต้องมีการคัดกรองอีกครั้ง
นายลวรณ ยังยกตัวอย่างเกณฑ์ย่อยในการถือหุ้นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดว่า เมื่อก่อนจะมีการดูทั้งหมด แต่ในครั้งนี้ จะเว้นให้แค่รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อชุมชน
ส่วนการมีบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่ามีวิถีการดำรงชีวิตที่สูงกว่าคนปกติ เข้าสู่ตลาดทุนได้ แต่วันนี้มีบัญชีหลักทรัพย์บางประเภทที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่เปิดมา โดยจะคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน เพราะบางครั้งมีโปรโมชันของบางบริษัท ให้คนไปเปิดบัญชีเพื่อแลกกับของขวัญ ทำให้มีบัญชีเหล่านี้ค้างอยู่ พร้อมแนะนำให้ประชาชนที่ถือบัญชีเหล่านี้อยู่ไปปิดบัญชี เพราะไม่ควรจะมีอะไรที่ค้างคาเอาไว้
นายลวรณ ยังกล่าวถึงกรณีนักเรียนนักศึกษาการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. ว่า หากเป็นคนที่เรียนอยู่จริงๆ จะแยกรายชื่อออกมาให้ แต่ที่ไม่ได้เรียนจริง อาจจะต้องพิจารณาในแง่ของนอมินี
ส่วนกรณีผู้ครอบครองรถยนต์ เกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ เกิน 15 ปี นายลวรณ กล่าวว่า มูลค่าไม่เหลือแล้ว และเราจะมีการคัดกรองให้ ซึ่งทาง 4 เกณฑ์นี้ เราจะดูให้เองตามกระบวนการ แต่ขอให้ยื่นทบทวนสิทธิมา และย้ำว่า ให้กดทบทวนสิทธิ หากมีข้อมูลไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง เพราะจะได้ปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และตัดปัญหานอมินีที่นำรายชื่อไปให้ อีกทั้งจะได้ดำเนินการกับนอมินีที่นำรายชื่อของท่านไปใช้ด้วย
นายลวรณ กล่าวเสริมว่า หากพี่น้องประชาชนไปใช้บริการที่ศูนย์ One Stop Service : OSS หรือขอยื่นทบทวนสิทธิผ่านช่องทางต่างๆ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด และปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นกระทรวงการคลัง ที่เป็นหน่วยที่รับผิดชอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเช็กข้อมูลใหม่อีกครั้ง หากท่านได้สิทธิ ก็จะสามารถใช้สิทธิได้ในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งวิธีการจะเป็นแบบนี้ ขอให้ประชาชนเดินทางไป ศูนย์ One Stop Service : OSS
ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ คณะกรรมการฯ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 16 สิงหาคม 2569)
นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวดำเนินการของศูนย์ One Stop Service สำหรับกรณีของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก มีจำนวนกว่า 9,300,000 คน โดยมีผู้มายื่นขอทบทวนสิทธิจำนวน 3,855,165 คน แล้วยังไม่ยื่นขอทบทวนสิทธิ์อีกประมาณ 5,459,000 คน ซึ่งการตรวจสอบสิทธิในระดับอำเภอ ศูนย์ One Stop Service ได้ประชาสัมพันธ์ให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูลและนำมายื่นที่อำเภอ เพื่อตรวจสอบสิทธิได้ทันที ในเรื่องที่ได้ทำ MOU ไว้กับหน่วยงานคือกรมสรรพากร หน่วยงานที่ดินสาขาในพื้นที่อำเภอ สำนักงานขนส่งสาขา รวมถึงกรณีมีบุตรหรือคู่สมรสไปในการหักลดหย่อนภาษี หรือเกณฑ์รายได้ค่าใช้จ่าย เกิน 100,000 บาท ต่อคนต่อปี สามารถตรวจสอบสิทธิจบได้ที่อำเภอ รวมถึงเกณฑ์เรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินบ้าน และในกรณีที่รถหายหรือรถเก่าก็สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่อำเภอเช่นกัน และรับเอกสารเพื่อไปยื่นให้กับหน่วยงาน
นายวินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่ต้องตรวจสอบสิทธิในระดับจังหวัดทางอำเภอจะรับเป็นภาระ โดยให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูลมาหรือเจ้าตัวสามารถมายื่นข้อมูลได้เอง เช่นสำนักงานพระพุทธศาสนาเป็นต้น รวมถึงข้อมูลทางกรมราชทัณฑ์ สถานสงเคราะห์ของรัฐต่างๆ ในกรณีที่เป็นบุคคลอยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ แล้วได้มีการประชุมซักซ้อมกับหน่วยงานท้องถิ่น กรุงเทพมหานครกับเมืองพัทยา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงกรณีของพาณิชย์จังหวัด บุคคลที่เป็นห้างหุ้นส่วนหรือกรรมการ และอปภ.จังหวัด ผู้เอาประกันชีวิตหรือประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยประกันแล้ว แต่ 12,000 บาทขึ้นไป เพิ่งเกณฑ์เหล่านี้กรมการปกครองได้มอบหมายให้ ศูนย์ One Stop Service ในระดับอำเภอเป็นผู้รับข้อมูล นำส่งไปยังจังหวัดซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องไปยื่นเองในหน่วยงานดังกล่าว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news