จากเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จังหวัดนราธิวาส ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ที่สะท้อนการรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดต่อเนื่องติดต่อกัน และมีเป้าหมายการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ดีพอ โดยเฉพาะการข่าวที่ชี้ชัดว่ามีความล้มเหลวอย่างมาก
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ยอมรับว่า สถานการณ์ภาคใต้แย่มาก และได้สั่งการทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ยกระดับการปฏิบัติงานในทุกมิติ ทั้งการป้องกัน การปราบปราม และโดยเฉพาะการข่าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเหตุร้าย
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้แม้จะคาดเดาได้ยาก แต่สิ่งที่รัฐต้องทำคือไม่ยอมให้เกิดซ้ำ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และผลักดันการพูดคุยเพื่อสันติสุขให้มีความคืบหน้ามากขึ้น
ซึ่งในการประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ ที่มีด้านความมั่นคง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บริหารหน่วยข่าวกรอง นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า ผลประโยชน์ของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน จะต้องอยู่เหนือผลประโยชน์ทางการเมืองหรือผลประโยชน์ของฝ่ายใดทั้งสิ้น
อีกด้านหนึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งติดตามปัญหาชายแดนใต้มายาวนาน สะท้อนมุมมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าระบบการข่าวจำเป็นต้องรวดเร็วและแม่นยำกว่านี้ หากข้อมูลข่าวกรองมีประสิทธิภาพ ผู้ก่อเหตุอาจไม่สามารถเคลื่อนกำลังพร้อมอาวุธครบมือเข้าก่อเหตุได้
นายวันมูหะมัดนอร์ ยังเสนอว่า การแก้ปัญหาจะต้องเดินควบคู่กัน ทั้งการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การดูแลพื้นที่ และการเดินหน้าพูดคุยกับผู้เห็นต่าง เพื่อสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสงบคือผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน กองทัพบก ได้ขยับทันที โดยพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส วานนี้ (23ก.ค.) เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง และประกาศเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก พร้อมติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี โดยมีถ้อยคำที่หนักแน่นว่า จะติดตามผู้ก่อเหตุและผู้ให้การสนับสนุนจนถึงที่สุด ซึ่งคำพูดนั้น คือ “ผมจะให้คนตามล่าทุกหมู่บ้าน ทุกพื้นที่ป่าเขา คนที่ให้ที่หลบซ่อน ประเทศที่ให้ที่หลบซ่อน ให้รู้ไว้ว่าเราจะตามล่าจนสุดล่าฟ้าเขียว พวกก่อเหตุจะกิน จะนอน จะเดิน ให้ระวังตัวเอาไว้ ถึงเวลาที่พวกคุณจะเป็นผู้ถูกล่าแล้ว”
และจากการประกาศด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวของเสนาธิการทหารบก ว่า “เวลาที่ต้องไล่ล่า” ทำให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องให้สัมภาษณ์ว่า ไม่อยากให้ใช้คำว่า “ไล่ล่า” กับคนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง จะต้องมาพูดคุยกัน จำเป็นต้องใช้กระบวนการพูดคุยผ่านคณะเจรจาสันติสุข
จากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวถูกตีความว่าอาจขัดกับแนวทางของฝ่ายทหาร จนเกิดกระแสดรามาในสังคมทันที
ต่อมา มีการชี้แจงจากนายทหารที่ใกล้ชิดรัฐมนตรีกลาโหมว่า พล.ท.อดุลย์ ไม่เคยสั่งห้ามการติดตามผู้ก่อเหตุ ตรงกันข้าม ได้สั่งการไปแล้ว 3 เรื่อง คือ จับผู้ก่อเหตุให้ได้ ปรับปรุงระบบการข่าว และเร่งเยียวยาครอบครัวทหารพรานทั้ง 5 นาย เพียงแต่ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม ไม่สามารถใช้ถ้อยคำที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลายได้
ก่อนที่ พล.ท.อดุลย์ จะออกมาชี้แจงด้วยตนเอง ยอมรับว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อความสูญเสีย และเจ็บปวดที่สุดกับเสียงวิจารณ์ที่กล่าวหาว่าไม่รักลูกน้อง ทั้งที่ตลอดชีวิตราชการรับใช้ในพื้นที่ชายแดน เคยร่วมรบและสูญเสียกำลังพลมานับไม่ถ้วน พร้อมยืนยันว่า “ลูกน้องต้องไม่ตายฟรี” และได้สั่งการให้จับตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด แต่ในบทบาทรัฐมนตรี จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการยกระดับความรุนแรง
พล.ท.อดุลย์ ยังกล่าวด้วยน้ำตาคลอ “ไม่ได้มีวาทกรรมหล่อสวย สื่อถามก็ตอบ โดยไม่ได้คิดว่าผลกระทบจะรุนแรงขนาดนี้ เสียใจกับคำพูดของหลายคนว่า เป็นทหารพอมาเป็นการเมือง ก็เปลี่ยนแปลง ซึ่งตนไม่ได้หลงใหลได้ปลื้ม ไม่ได้ยึดติดอะไรเลย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news