ปชน.รวมได้ 37 เสียง ดัน”ภัทราภรณ์”นั่งประธานสภา กทม.

Video คลิปข่าวทั่วไป ข่าว

 

ทันทีที่การเลือกตั้งสนามเมืองหลวงสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ สายตาของสังคมจับจ้องไปที่ขั้นตอนการประกาศรับรองผลของ กกต. ควบคู่ไปกับเกมรวบรวมเสียง เพื่อจัดตั้งกลไกนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะ ‘พรรคประชาชน’ ที่คว้า ส.ก. มาได้ 22 ที่นั่ง ซึ่งแม้จะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ยังไม่เกินครึ่งของสภาที่มีทั้งหมด 50 ที่นั่ง ทำให้ยุทธศาสตร์การจับมือข้ามขั้วเกิดขึ้นทันที

 

 

 

จากแกนนำเดิมพรรคประชาชน และ 4 ส.ก. อิสระ รวมเป็น 26 เสียง ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อ ‘กลุ่มคนทำงาน’ อีก 11 เสียง นำโดย ส.ก. เขตฝั่งเพื่อไทยเดิม อาทิ “เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย” และ “พงศกร รัตนเรืองวัฒนา” ตัดสินใจเข้าร่วมทัพ ส่งผลให้ขั้วพันธมิตรใหม่นี้ ทะยานขึ้นไปถึง 37 เสียง การันตีการครองเสียงข้างมากในสภา กทม. อย่างเบ็ดเสร็จ

ข้อตกลง 37 เสียงในครั้งนี้ มาพร้อมกับการจัดสรรตำแหน่งอย่างเป็นเอกภาพ โดยเตรียมเสนอชื่อ ‘เนอส-ภัทราภรณ์’ ส.ก. เขตบางซื่อ จากพรรคประชาชน ขึ้นเป็นประธานสภา กทม. คนที่ 26 พร้อมวางตัว “เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย” เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง และ “นริสสร แสงแก้ว” เป็นรองประธานคนที่สอง

หัวใจสำคัญของการรวมเสียงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่คือ “วาระร่วม” ในการปฏิรูปสภา กทม. ให้โปร่งใส 6 วาระเร่งด่วนใน 6 เดือนแรก ถูกปักธงชัดเจน ตั้งแต่กฎหมายไซต์ก่อสร้างปลอดภัย, ข้อบัญญัติควบคุมอาคารเก่ามาทำประโยชน์สาธารณะ, การตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรทอง และคณะกรรมการแก้วิกฤตขยะ รวมถึงการนำระบบ AI มาใช้สแกนตรวจสอบงบประมาณปี 2570

ดังนั้น สิ่งที่เราเสนอ คือ เอาวาระการทำงานเป็นที่ตั้ง มติต่อไปนี้ต้องถูกเปิดเผยโดยอัตโนมัติเหมือนสภาใหญ่ ไม่ใช่ต้องไปขออนุมัติประธานสภา และจะแก้ข้อบังคับให้มีการไลฟ์สด หรือถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมด รวมถึงเปิดเผยสถิติการเข้าประชุมของ ส.ก. เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า ส.ก. ทำงานจริงหรือไม่

นอกจากการเปิดเผยข้อมูล พันธมิตร 37 เสียง ยังเตรียมหักดิบระบบงบประมาณ กทม. โดยกำหนดให้เอกสารงบประมาณต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ เพื่อป้องกันการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินจริง พร้อมขยายเวลาให้ ส.ก. ตรวจสอบงบก่อนเข้าสภาไม่น้อยกว่า 30 วัน และจัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณมาช่วย ส.ก. วิเคราะห์ราคากลาง รวมถึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาระยะยาวมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทที่ส่อผูกขาด

ส.ก. แต่ละกลุ่มอาจมีจุดยืนไม่เหมือนกันในหลากหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันวาระเพื่อชาวกรุงเทพฯ ยืนยันว่า ยินดีทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารทุกคน เพื่อให้งบประมาณโปร่งใส แก้ทุจริต ซึ่งตรงกับนโยบายของว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ปัจจุบันด้วย

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชน คือ การเดินหน้าเจรจากับ ส.ก. กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม มหากาพย์การชิงกลไกนิติบัญญัติเมืองหลวงครั้งนี้ น่าจับตาว่า ปฏิบัติการรวมเสียง 37 ชีวิต ภายใต้วาระ “สภาโปร่งใส” จะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานครได้จริง หรือจะเป็นเพียงเกมต่อรองอำนาจบทใหม่ของคนการเมือง

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่