ผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องนายกฯ ทบทวนคำสั่งโกงสอบท้องถิ่น

การเมือง ข่าว
ผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องนายกฯ ทบทวนคำสั่งโกงสอบท้องถิ่น ชี้มีคนสุจริตกระทบวงกว้าง แนะสอบเป็นรายกรณี ระบุ ประชุมร่วมรัฐสภา 7-8 ก.ค. ควรแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ชี้ นายกฯ ควรมาตอบคำถามในสภาด้วยตัวเอง

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ในกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ว่า เรื่องนี้กลายเป็นความขัดแย้งกันเองของข้าราชการประจำข้างใน แต่กลายเป็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือ คนที่เข้าสอบโดยสุจริตเป็นจำนวนมาก ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ตนอยากจะให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีทบทวนมาตรการที่สั่งการ และให้พิจารณาเป็นรายกรณีไป รวมถึงเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ให้จับทุจริตและทลายเครือข่ายสีเทาในประเทศ

 

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังระบุถึงการประชุมร่วมรัฐสภาในสัปดาห์หน้าว่า เมื่อประธานรัฐสภาได้นัดประชุมระหว่างวันที่ 7-8 ก.ค. ไปแล้ว ตนไม่ต้องการให้สูญเปล่า จึงอยากให้ที่ประชุมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไปก่อน โดยประเด็นที่สามารถดำเนินการได้เลย และเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งทางการเมืองไม่มาก สามารถขับเคลื่อนไปได้ก่อนในระหว่างนี้ คือ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวด้วยว่า ช่วงที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ตรงกับการที่นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ วิปฝ่ายรัฐบาลควรประสานกับวิปฝ่ายค้าน เพื่อขยับวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายเป็นวาระสำคัญหนึ่ง ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องมาตอบคำถามสมาชิกด้วยตนเอง รวมถึงการตอบกระทู้ถามสดด้วย

 

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงปัญหายาเสพติดในประเทศไทย ที่มีการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านยาเสพติดว่า ปัญหายาเสพติดในประเทศที่ทุกคนต่างรู้และเป็นปัญหาอย่างช้านาน สาเหตุที่สำคัญคือการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนราชการและเจ้าหน้าที่รัฐต่างรู้ ผู้ค้ายาอยู่ตรงไหน แต่เหตุใดถึงไม่สามารถที่จะปราบปรามได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร สิ่งที่สำคัญไม่ใช่หน่วยงานจะออกมาให้ความเห็น ว่าไม่อยากให้มีการแชร์ข่าวทำลายภาพลักษณ์ในประเทศ เพราะนั่นเป็นปลายทาง

 

แต่ต้นทางที่แท้จริงคือทำให้มีความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียงบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหาปลายทาง ซึ่งยังจำเป็นต้องทำ เช่นการทำโรงเรียนสีขาว การทำชุมชนที่เข้มแข็ง เยาวชนปลอดภัยต้านยาเสพติด แต่ปัญหาต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น การทำให้ชายแดนมีความเข้มแข็ง คือ เสนอเรื่องการทำรั้วเทคโนโลยี เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้มีช่องลอดตามแนวชายแดนเยอะแยะไปหมด รัฐอาจจะรู้แต่ก็ยังเปิดให้ช่อง VIP ลักลอบยาเสพติดเข้ามา

 

“ถ้าเราใช้ทำรั้วเทคโนโลยีเอาเทคโนโลยีมาช่วยป้องกันตามแนวชายแดน ก็จะทำให้เกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การใช้กฎหมายลดใช้ดุลพินิจ คล้ายออกใบสั่ง หากขับรถเร็วเกินกำหนด ตั๋วสั่งการก็จะไปที่ส่วนกลาง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างกระบวนการ” นายณัฐพงษ์กล่าว

 

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า แม้แต่ต้นน้ำ ซึ่งไทยบทบาทสำคัญในตอนนี้ในภูมิภาค ต้องยอมรับความเป็นจริงโดยไม่ได้กล่าวหาว่า ฐาน ผลิตยาเสพติดล้วนอยู่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านรายล้อมประเทศไทยอยู่ เป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่ปัญหาแค่ประเทศไทย คำถามสำคัญไทยจะวางบทบาททางการทูตอย่างไร ที่จะชักชวนประเทศต่างๆเข้ามาร่วมแก้ปัญหากับประเทศไทยโดยประเทศไทยแกนกลางในการขับเคลื่อน เพราะหากแก้ปัญหาในประเทศไทยพร้อมกับปัญหาประเทศเพื่อนบ้านได้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดให้กับทั่วโลกได้เช่นกัน

 

เมื่อถามว่าล่าสุดเกิดกรณีแอร์ รับ ขนของที่อาจไม่ทราบว่ามียาเสพติดซ่อนอยู่เลยออสเตรเลียที่ตรวจพบและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อไทย นายณัฐพงษ์ ระบุว่า แน่นอนต้องกระทบกับภาพลักษณ์ แต่วิธีการแก้ไขปัญหาไม่ใช่หน่วยงานออกมาบอกว่า ไม่ต้องการให้มีการแชร์ข่าวเพราะจะทำลายภาพลักษณ์ของไทย แต่วิธีการแก้ไขปัญหาคือต้องคิดให้จบทั้งกระบวนการ คือให้แบ่งตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ

 

” อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งต้นน้ำอาจจะแก้ยากหน่อย แต่กลางน้ำการทำรั้วเทคโนโลยี รั้วชายแดนที่มีความเข้มแข็ง คิดว่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้”

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่