ช่วงเกือบ 2 สัปดาห์ คดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีมูลความเสียหาสูงถึง 4,500 ล้านบาท ถือเป็นคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการราชการไทย และกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยอย่างมาก โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลเอง เพราะสิ่งที่ถูกเปิดเผย ไม่ใช่เพียงการทุจริตของผู้เข้าสอบบางราย แต่เป็นเป็นการเปลี่ยนผลสอบทั้งระบบ ที่แน่นอนว่าต้องทำเป็นขบวนการ และมีผู้อยู่เบื้องหลัง
นายกรัฐมนตรี จึงเรียกประชุมด่วน และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการเร่งด่วน พร้อมกำหนดกรอบเวลาสรุปผลภายใน 7 วัน ซึ่งวานนี้ (2 ก.ค.69) ครบกำหนดพอดี และทันทีที่ เดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจสำคัญที่ฝรั่งเศส ได้นำแถลงผลสอบ
โดยเบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าตกใจ เมื่อการสุ่มตรวจผู้สอบผ่าน พบความผิดปกติของคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ หลายรายมีคะแนนในกระดาษคำตอบจริงเพียง 30-40 คะแนน แต่คะแนนที่ประกาศกลับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 70 คะแนน บางรายมีคะแนนเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 คะแนน โดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล
นอกจากความผิดปกติของคะแนนแล้ว คณะกรรมการยังพบร่องรอยการแก้ไขข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ การเปลี่ยนแปลงไฟล์ประมวลผลคะแนน และการปลอมแปลงกระดาษคำตอบ โดยเฉพาะรอยดินสอที่ปรากฏบนกระดาษสอบ ซึ่งสะท้อนว่ามีการเตรียมการและวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่มีการทำเป็นขบวนการ
เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเข้าตรวจสอบเส้นทางข้อมูล ก็พบอีกว่า ผู้รับจ้างตรวจข้อสอบไม่ได้ส่งไฟล์ผลคะแนนเข้าสู่ระบบในทันที แต่ยังมีช่วงเวลาที่ข้อมูลถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์บันทึก ก่อนเข้าสู่ระบบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ช่วงเวลาดังกล่าวอาจเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้มีการแก้ไขข้อมูลคะแนน
การสุ่มตรวจผู้เข้าสอบ 79 ราย ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัย เมื่อพบว่ามีถึง 48 ราย ที่คะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับคะแนนในไฟล์ประมวลผล หรือคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวอย่างที่ตรวจสอบ สะท้อนว่าการแก้ไขคะแนนไม่ได้เกิดขึ้นเป็นรายบุคคล แต่มีลักษณะเป็น “ระบบ” และครอบคลุมทั้งภาค ก. และภาค ข. โดยผู้ที่ได้รับการแก้ไขคะแนนส่วนใหญ่มีคะแนนภาค ข. สูงผิดปกติถึงร้อยละ 90
ผลสอบข้อเท็จจริงล่าสุด ยังนำไปสู่การพบว่า มีข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอย่างน้อย 5 ราย เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว โดยกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า บุคคลทั้ง 5 ราย เป็นข้าราชการระดับสูงและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ ซึ่งมีพฤติการณ์บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ และเอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างชัดเจน
แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า จะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงทันที และหากพบว่ามีการทุจริต จะมีโทษสูงสุดถึงขั้นให้ออกจากราชการ พร้อมดำเนินคดีอาญา
อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า การสอบสวนจะไม่สิ้นสุดเพียง 5 คน เพราะจะมีการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการจัดสอบ ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนด TOR ผู้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเส้นทางการเงิน โดยมีทั้งตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. ร่วมตรวจสอบภายใต้บันทึกความร่วมมือ ขณะที่หลายฝ่ายมองว่า ขบวนการนี้อาจมีขนาดใหญ่กว่าที่ปรากฏ
ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ ระบุว่า เป็นไปได้ยากที่ข้าราชการเพียง 5 คน จะสามารถดำเนินการเปลี่ยนผลสอบได้ทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ตำรวจขยายผลไปถึงผู้บงการตัวจริง และตรวจสอบข้อมูลที่มีการกล่าวอ้างว่า มีผู้ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการสอบผ่านมากถึง 9,000 คน ทั้งที่ตำแหน่งรองรับมีเพียงประมาณ 3,000 อัตรา หากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นจริง ย่อมสะท้อนว่ามีขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ขนาดใหญ่ และอาจมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ถูกหลอกซ้ำอีกทอดหนึ่ง
คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการทุจริตในการสอบบรรจุข้าราชการ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการปราบปรามการทุจริตในระบบราชการไทย ว่าจะสามารถสาวไปถึงผู้มีอำนาจ ผู้บงการ และเครือข่ายทั้งหมดได้หรือไม่ เพราะหากการตรวจสอบหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติการระดับล่าง ความเชื่อมั่นต่อระบบคุณธรรมในการรับราชการอาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ และหากการขยายผลสามารถนำตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรื้อขบวนการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบสอบบรรจุข้าราชการ ซึ่งเป็นด่านแรกของการคัดเลือกบุคลากรที่จะเข้ามารับใช้ประชาชนและประเทศต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews