แฉ! สส.ฝากเลี้ยง แลกค่าตอบแทนหลักล้าน แค่โหวตตามสั่ง-นั่งให้ครบองค์ประชุม

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

คำว่า “สส.ฝากเลี้ยง” หรือ “งูเห่าสายพันธุ์ใหม่” ไม่ใช่คำศัพท์ใหม่ในพจนานุกรมการเมืองไทย หากย้อนกลับไปในอดีต นับตั้งแต่ยุคสภาปริ่มน้ำหลังการเลือกตั้งปี 2562 เรามักจะได้เห็นปรากฏการณ์ สส. ฝ่ายค้านบางคนโหวตสวนมติพรรคตัวเอง หรือแกล้งเดินออกจากห้องประชุมเพื่อล้มองค์ประชุม จนถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น “งูเห่า” ที่ยอมหักหลังประชาชนเพื่อแลกกับผลประโยชน์

 

 

 

แต่ในยุคปี 2569 ขบวนการซื้อตัวนักการเมืองได้ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นในรูปแบบที่แนบเนียนขึ้น โดยไม่ต้องย้ายสังกัดพรรค ไม่ต้องออกหน้าให้เสื่อมเสียเกียรติยศ เพียงแค่ยอมรับ “ดีลลับ นับเงินล้าน” ทำหน้าที่โหวตตามสั่งและนั่งเป็นองค์ประชุมให้ฝั่งรัฐบาลอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น จนกลายเป็นชนวนเหตุฉะกันเดือดระหว่างฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลในเวลานี้

ชนวนเหตุเปิดแผลสภาครั้งนี้ ปะทุขึ้นเมื่อ “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ออกมาแฉดีลลับกลางสภา ยอมรับว่า สส. พรรคประชาชนเอง ก็ถูกทาบทามในลักษณะนี้เช่นกัน โดยกลุ่มผู้มีอำนาจที่เริ่มต้นการเมืองด้วยเงินได้ยื่นข้อเสนอ “ฝากเลี้ยง” ข้ามขั้ว ยอมจ่ายค่าตอบแทนให้ สส. ฝ่ายค้านเพื่อมานั่งให้ครบองค์ประชุม หรือโหวตสนับสนุนกฎหมายที่รัฐบาลต้องการเป็นรายครั้ง

โฆษกพรรคประชาชน ยังกางเรตราคาแฉลึกว่า ดีลแบบนี้มีมูลค่าสูงถึงครั้งละ 1 แสนบาท สำหรับการอยู่เป็นองค์ประชุม หรือหากยอมทำสัญญา “เหมาจ่าย” นั่งยาวจนครบสมัยประชุม เม็ดเงินจะพุ่งสูงถึงหลักล้านบาททันที พร้อมท้าว่า หากไปถามใจนักการเมืองในสภา 10 คน จะตอบตรงกันถึง 8 คนว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง

เมื่อโดนแฉกลางแดดแบบนี้ ฝั่งรัฐบาลไม่ยอมอยู่เฉย ”กรวีร์ ปริศนานันทกุล“ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ออกโรงตอกกลับพรรคประชาชนแบบเจ็บลึกทันที โดยตั้งคำถามกลับว่า ตรรกะความคิดแบบนี้มาจากไหน? เพราะการมาประชุมสภาเป็นหน้าที่โดยตรงของ สส. ทุกคนอยู่แล้ว การที่ฝ่ายค้านบอกว่าต้องมีคนเอาเงินไปจ้างให้นั่งประชุม เท่ากับพรรคประชาชนกำลัง “ดูถูกและกดหัวเพื่อน สส. ฝ่ายค้านด้วยกันเอง” ว่า ไม่อยากทำหน้าที่ใช่หรือไม่?

พร้อมยังกางตัวเลขยืนยันว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสียงแน่นหนากว่า 300 เสียง มีเสถียรภาพล้นเหลือ จึงไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่จะต้องควักเงินหลักล้านไปจ้าง สส. ฝ่ายค้านมานั่งเป็นองค์ประชุมให้สิ้นเปลือง

ส่วนคนพูดเอง ก็ยอมรับว่า ไม่มีหลักฐาน เมื่อไม่มีหลักฐานก็ไม่ควรกล่าวหาลอย ๆ ให้สภาเสียหาย ถ้าตรรกะนี้ถูกต้อง วันไหนที่ สส. พรรคประชาชนมาประชุมครบทุกคน เราจะสรุปได้ไหมว่า ‘ขายตัวกันทั้งพรรค’? แน่นอนว่า ไม่มีใครยอมรับ การกดคนอื่นให้ต่ำลง มันไม่ทำให้เราสูงขึ้น ถ้ามั่นใจว่ามีจริง แบหลักฐานออกมาเลยว่า เป็นใคร อยู่พรรคไหน”

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ปรากฏการณ์สงครามน้ำลายปม “สส.ฝากเลี้ยง” ในรอบนี้ ด้านหนึ่งคือเกมจิตวิทยาที่พรรคประชาชนจงใจส่งสัญญาณ “ดักคอ” และ “ปราม” คนในพรรคของตัวเองที่อาจมีพฤติกรรมหลังไม่ตรงกระดูกสันหลังไม่มี ไม่ให้กล้าแตกแถวไปรับเงินใต้โต๊ะ

แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อกล่าวหานี้ก็ได้สร้างบาดแผลทางศรัทธาให้กับภาพลักษณ์ของรัฐสภาไทยในสายตาประชาชนอีกครั้ง คำถามที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่แค่เกมการเมืองว่าใครจะเด่นกว่าใคร แต่คือความจริงที่ว่า เงินทุนนอกระบบ ยังคงระบาดและสามารถบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนผ่านผู้แทนราษฎรได้จริงหรือไม่? ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานคาหนังคาเขา ปม “สส.ฝากเลี้ยง” ก็จะยังคงเป็นปริศนาดำมืดที่คอยกัดเซาะความน่าเชื่อถือของระบบนิติบัญญัติไทยต่อไป

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา