ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงการเลือกตั้งของไทย ชื่อหนึ่งที่ประชาชนและสื่อมวลชนคุ้นเคยมากที่สุด คือ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ผู้ซึ่งกลายเป็น “หน้าตาของ กกต.” ในสายตาสาธารณชน จากบทบาทการแถลงข่าว ชี้แจงข้อสงสัย และตอบคำถามในทุกช่วงเวลาสำคัญของการเลือกตั้งไทย ตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งท้องถิ่น ไปจนถึงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
ภาพจำที่ 1 : “ผู้แถลงข่าวทุกวิกฤตการเลือกตั้ง”
หนึ่งในภาพจำสำคัญของนายแสวง คือการเป็นผู้แทน กกต. ออกมาชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ต่อสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งประชาชนจดจำชื่อ “แสวง บุญมี” ได้มากกว่ากรรมการ กกต. บางคนเสียอีก ในช่วงการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 เขาเป็นผู้ติดตามสถานการณ์และแถลงความคืบหน้าตั้งแต่เปิดหีบเลือกตั้งจนถึงการสรุปผลคะแนน ทำให้ชื่อของเขาปรากฏบนหน้าสื่อแทบทุกวันในช่วงเวลานั้น
ภาพจำที่ 2 : เขาเป็น ผู้ตอกย้ำเรื่อง “ความสุจริตและเที่ยงธรรม” โดยในการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง นายแสวงมักเน้นย้ำบทบาทของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายตรวจสอบได้ โดยเฉพาะช่วงการเลือก ส.ว. ปี 2567 เขาออกมาอธิบายขั้นตอนการเลือกตั้งที่มีความซับซ้อน พร้อมยืนยันมาตรการป้องกันการทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง แม้การเลือกตั้งสว. จะเกิดคดีสําคัญเกี่ยวกับคดี ฮั้วสว และยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาจนถึงปัจจุบัน
ภาพจำที่ 3 : คือบทบาทการเป็น “กันชน” ให้กับองค์กรในช่วงที่ กกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง การนับคะแนน การประกาศผล หรือประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงทางการเมือง นายแสวงมักเป็นผู้ที่ออกมาชี้แจงด้วยตนเอง ทำให้สื่อมวลชนจำนวนมากมองว่าเขาเป็นผู้บริหารที่ทำหน้าที่สื่อสารกับสาธารณะมากที่สุดคนหนึ่งของ กกต.
ประสบการณ์สะสมในสายงานเลือกตั้งทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญในการบริหารจัดการการเลือกตั้งระดับประเทศตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หากถามว่า “แสวง บุญมี” คือใครในความทรงจำของสังคมไทย คำตอบอาจไม่ใช่เพียงเลขาธิการ กกต. แต่คือบุคคลที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารด้านการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน
แต่ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากวงใน ที่ประชุม กกต. ว่า นายแสวง บุญมี’ อาจส่อหลุดจากเก้าอี้ เลขาธิการ กกต เนื่องจากกกต.ชุด นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานกกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยสำนักงาน กกต. รอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ กกต.ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวมและนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนนี้
โดยมีรายงานว่าในที่ประชุมลับดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเบื้องต้นว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป รวมทั้งพิจารณาการทำงานของเลขาธิการกกต.ในปัจจุบัน อีกทั้งในประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้ง ว่ากกต. ชุดเก่า ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วมีอำนาจในการประเมินหรือไม่ เพราะมาประเมินภายหลังพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว โดยเพิ่งมาประเมินเมื่อต้นเดือน มิ.ย.69 นี้ ซึ่งขัดกับสัญญาที่กำหนดว่าผู้ประเมินต้องเป็น กกต. เท่าที่มีอยู่ และการประเมินที่ผ่านมาก็ให้เฉพาะ กกต.เท่าที่มีอยู่เท่านั้นเป็นผู้ประเมิน
โดยที่ผ่านมานายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตกกต.และท่านฉัตรไชย จันทร์พรายศรี อดีตกกต. ที่พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้ประเมิน แต่ กกต.ที่มาแทน คือ นายชาย นครชัยซึ่งมาเป็น กกต.ใหม่ ก็เป็นผู้ประเมิน แม้จะมาดำรงตำแหน่งภายหลังปีประเมินก็ตาม แต่ครั้งนี้กลับให้ กกต . ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเป็นผู้ประเมิน ซึ่งไม่ได้เป็น กกต. แล้ว โดย กกต. ปัจจุบัน ไม่ได้ประเมิน จึงต่างจากการประเมินปี 66 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน
“นอกจากนี้มีกกต. บางคนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ยังไม่ได้ส่งผลการประเมิน รวมทั้งบางส่วนมีหนังสือสอบถามว่า อดีต กกต.มีอำนาจประเมินหรือไม่ ถ้ามี ตามกฎหมาย หรือสัญญาข้อใด และที่ผ่านมามีอดีต กกต.เคยประเมินหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ สำนักงานฯต้องไปศึกษาและนำมาเสนอที่ประชุมกกต. พร้อมกับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่าที่หาก กกต.ชุดปัจจุบันยอมรับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า และจะมีมติตามระเบียบกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งเลขาธิการกกต.2560ข้อ 14 ( 5) ก็กำหนดว่า หาก กกต. มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews