น้ำเงินกลัวอะไร? แค่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ก็ไม่ยอม ตีตกกลางสภา

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

 โครงการ “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) เมกะโปรเจกต์ระดับล้านล้านบาท ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือให้เป็น “ประตูเศรษฐกิจบานใหม่” ของไทย กลับกลายเป็นประเด็นร้อนระอุกลางสภา เมื่อญัตติขอตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อศึกษาผลกระทบของโครงการนี้อย่างรอบด้าน กลับถูก “ตีตก” ด้วยมติเสียงข้างมากคำถามที่ตามมาทันทีคือ ทำไมการตั้งวงศึกษาอย่างโปร่งใสในสภาถึงถูกปัดตก  หรือมีอะไรที่ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะฝั่ง “สีน้ำเงิน” กำลังกังวลอยู่หรือไม่

 

ตัวเลข 266 ต่อ 174 เสียง คือ มติสภาที่ตีตกการตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยโยนให้คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณาแทน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้านที่มองว่า รัฐบาลกำลัง “ปิดหูปิดตา” และดึงดันผลักดันโครงการโดยไม่ฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่

 

ฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะ ส.ส. จากพรรคภูมิใจไทย หรือ “ค่ายสีน้ำเงิน” ที่คุมฐานเสียงภาคใต้และผลักดันนโยบายคมนาคมมาอย่างต่อเนื่อง ออกมาปกป้องโครงการนี้อย่างสุดตัว “พีรพัฒน์ รัชกิจประการ” ย้ำชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่แค่โครงการเศรษฐกิจ แต่คือ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง”

 

รัฐบาลชูตัวเลขสวยหรู ว่านี่คือการสร้างงานกว่า 2.8 แสนอัตรา ดันจีดีพีโต 1.5% ต่อปี และเป็นทางลัดลดเวลาเดินเรือของโลกได้ 3-4 วัน เพื่อลดความเสี่ยงจากช่องแคบมะละกาที่มีการขนส่งน้ำมันมหาศาล พร้อมยืนยันว่า นี่คือประตูบานใหม่ที่ไทยต้องเลือกเดิน

 

แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน เมื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน ตั้งคำถามแทงใจดำว่า ท้ายที่สุดแล้ว 14 จังหวัดภาคใต้ จะเป็นเพียงแค่ “ทางผ่าน” ของกลุ่มทุนต่างชาติ หรือเป็น “บ้านเกิด” ที่ชาวใต้ทุกคนควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พรรคประชาชนเสนอทางออกที่ยั่งยืนกว่า คือการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ หรือ SBRC (Southern Bio-Circular-Green Regional Corridor) ลงทุนกับสิ่งที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้ว ทั้งการเกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แทนการเอาเม็ดเงินไปทุ่มกับโปรเจกต์ที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และเอื้อให้นายหน้ากว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร

 

ด้าน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแผลใหญ่ของโครงการนี้ โดยชี้ว่า ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเป็นเพียง “มายาคติ” การประหยัดเวลา 4 วันไม่ได้รวมถึงต้นทุนและเวลาในการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือสู่ราง ซึ่งท้ายที่สุดต้นทุนอาจสูงกว่าเดิมถึง 3 เท่า

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม การทำลายแหล่งมรดกโลกและพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจดึงประเทศไทยเข้าไปอยู่ตรงกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน คล้ายกับที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ หากเกิดสงครามหรือความขัดแย้ง แลนด์บริดจ์อาจกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ไทยไม่อาจควบคุมได้

 

ไม่เพียงแค่ฝ่ายค้าน แต่ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง จากพรรคประชาชาติ ก็ออกมาเตือนสติรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “คิดช้า ทำเร็ว” โดยยกบทเรียนความล้มเหลวจากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่ให้อำนาจข้าราชการเป็นผู้ชงเรื่อง จนเกิดปัญหาทับซ้อนและล่าช้ามาจนถึงทุกวันนี้

 

ที่สำคัญคือ ข้อกังวลว่าโครงการระดับล้านล้านนี้ อาจตกไปอยู่ในมือของ “กลุ่มทุนผูกขาด” หน้าเดิมที่เคยได้สัมปทานรัฐ และที่น่าเศร้าที่สุดคือ โครงการนี้แทบไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ให้กับประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย

 

เมื่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ถูกปิดโอกาสในการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบและศึกษาโครงการอย่างเป็นทางการ คำถามที่สังคมต้องร่วมกันหาคำตอบก็คือ… โครงการที่รัฐบาลบอกว่าดีนักหนา และจะพลิกโฉมประเทศไทย ทำไมถึงต้องรวบรัดตัดตอน

 

การตีตกญัตตินี้ เป็นเพียงการรักษาหน้าตาทางการเมือง หรือมีความกลัวว่าหากมีการลงลึกศึกษาในรายละเอียดแล้ว จะพบกับความไม่คุ้มค่า และผลประโยชน์ที่อาจตกอยู่กับคนเพียงหยิบมือเดียว? “น้ำเงินกลัวอะไร?”… นี่คือคำถามที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ด้วยความโปร่งใสในก้าวต่อไปของโปรเจกต์แลนด์บริดจ์

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่