Anti-SLAPP ต้องไม่ใช้กระบวนการยุติธรรมปิดปากประชาชน

Video คลิปข่าวทั่วไป
“การฟ้องปิดปากประชาชน” หรือ SLAPPภัยเงียบที่กำลังคุกคามเสรีภาพการตรวจสอบสังคม เพราะในสังคมประชาธิปไตยการตั้งคำถาม การร้องเรียน หรือการเปิดโปงข้อมูลที่อาจกระทบต่อผู้มีอำนาจถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลับพบปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า“การฟ้องปิดปากประชาชน” หรือ SLAPP ที่หมายถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยเฉพาะคดีหมิ่นประมาท ทั้งทางแพ่งและอาญาเพื่อสร้างภาระ กดดันหรือทำให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์เกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นหลายคดีไม่ได้มุ่งหวังชนะคดีเพียงอย่างเดียวแต่ต้องการให้ผู้ถูกฟ้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเกิดแรงกดดันทางจิตใจ

 

ที่ผ่านมา มีตัวอย่างเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ทั้งชาวบ้านที่ร้องเรียนปัญหาสิ่งแวดล้อม นักวิชาการที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องโครงการรัฐ หรือ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่โปร่งใส นักข่าวที่นำเสนอข้อมูลตรวจสอบ
รวมถึงประชาชนทั่วไปที่โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ถูกฟ้องหมิ่นประมาทจากการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และติชมโดยสุจริต และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

แม้บางคดีสุดท้ายแล้วศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ยกฟ้องก็ตาม แต่ผู้ถูกดำเนินคดีต้องใช้เวลาต่อสู้หลายปี
เสียทั้งรายได้ โอกาส และสภาพจิตใจ

ขณะที่ในระดับสากล หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก หรือ Anti-SLAPP Law เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และหลายประเทศในยุโรป ที่เปิดช่องให้ศาลสามารถยกฟ้องได้ตั้งแต่ต้น
หากเห็นว่าเป็นคดีที่มุ่งคุกคามการมีส่วนร่วมของสาธารณะ

 

สำหรับประเทศไทยแม้ยังไม่มีกฎหมาย Anti-SLAPP โดยตรงแต่ในช่วงที่ผ่านมา ศาลไทยเริ่มมีแนววินิจฉัยบางส่วน ที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น รวมถึงมีข้อเสนอจากภาคประชาชน
ให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นประมาท โดยเฉพาะการนำคดีหมิ่นประมาทออกจากคดีอาญา เพื่อลดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการลดทอนการตรวจสอบประเด็นสาธารณะ

 

ล่าสุด นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำ ของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของประชาชน

 

คำแนะนำดังกล่าวมีสาระสำคัญในการวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร
และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยให้แนวทางเกี่ยวกับ
ลักษณะของการฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้

 

เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล

นอกจากนี้ คำแนะนำยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกล
จากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี

 

การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนใน(2สังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินคดีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็นหรือสร้างแรงกดดันแก่ผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตของศาลยุติธรรม

 

ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะได้นำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันต่อไป

 

 

 


ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่