“อนุทิน” โต้ “ณัฐพงษ์”กล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ชี้ภูมิใจไทยเป็นผู้ผลิต สร้างจิตสำนึกรักสถาบัน ไม่ใช่เอเจนท์ เมิน “หัวหน้า ปชน.” ไม่ขอโทษ ย้ำ มาจากประชาชน ปัดติดหนี้พรรคส้มยกมือให้เป็นนายก ยันคุย “มาครง”ปมพิพาทเขมรแล้ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มีการใช้วาทกรรมระบอบสีน้ำเงิน รวมถึงกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนท์ในการจัดหาคนเข้าระบอบ ดังกล่าว ว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ผลิตในเรื่องของการสร้างจิตสำนึกในเรื่องของการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ฉะนั้นระบอบสีน้ำเงินถ้าจะพูดไปแล้วไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ต้องรวมไปถึงความเป็นประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าเรามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ หากใครจะมาบัญญัติศัพท์นี้ ก็หมายถึงประเทศไทย เพราะฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์ไม่ต้องตั้งตัวแทนจำหน่าย

ส่วนมองท่าทีของพรรคประชาชนที่ออกมาพูดเรื่องระบอบสีน้ำเงินอย่างไร นายกรัฐมนตรี ระบุเพียงว่า ไม่เป็นไร เอาที่สบายใจ
ส่วนมองกรณีที่แกนนำพรรคประชาชนบางคนออกมาพูดในทำนองว่า หากในอนาคตมีการแก้รัฐธรรมนูญ ให้ยกเลิกองคมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในบริบทของภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้จึงติดหนี้บุญคุณแค่ประชาชนเท่านั้น ซึ่งเรื่องขอบคุณ ก็ขอบคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าติดหนี้บุญคุณกัน เพราะน่าจะแล้วกันไปหมดแล้ว แต่ถ้าจะบอกว่าโหวตให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยแรก เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เรื่องนี้หัวหน้าพรรคประชาชนก็เรียกร้องให้ยุบสภาท่ามกลางการอภิปรายในสภา ซึ่งตนก็ยุบให้แล้ว จึงจบที่ตรงนั้น
พร้อมย้ำว่า ที่ตนมาอยู่ตรงนี้ ณ วันนี้ ตนมาจากประชาชน เพราะในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้รับการลงคะแนนมาเป็นพรรคอันดับ 1 จากนั้นจึงได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ไม่มีสส.พรรคประชาชนมายกมือสนับสนุน เพราะฉะนั้นตนไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไรตรงนั้น
เมื่อถามว่า การเดินเกมครั้งนี้ของพรรคประชาชนถือว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งหรือไม่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พอแล้ว ๆ
ส่วนกรณีที่ นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าจะไม่ขอโทษ ที่กล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงิน นายกรัฐมนตรี ย้อนถามกลับว่า ขอโทษใคร ตนไม่ได้เรียกร้องให้เขาขอโทษตน เพราะเป็นเรื่องระหว่างเขากับคู่กรณีของเขา ซึ่งตนไม่ใช่คู่กรณี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าพบ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้พูดคุยเรื่องกัมพูชา ซึ่งมีท่าทีอย่างไร ว่า “ดีครับ” เราได้หารืออธิบายชี้แจง ในส่วนที่นานาประเทศสังสัย ไม่ใช่เพียงแค่ตัว ประธานาธิบดีมาครง อย่างเดียว แต่เราได้ชี้แจงและหารือกับยูเนสโกในหลายๆ ประเด็น
ส่วนที่ทางกัมพูชามีการขอแผนที่จากฝรั่งเศสนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ไทยก็มีระบบที่เรายึดถืออยู่แล้ว จะขอจากใครไม่ได้มีความหมายอะไร เรามีข้อสรุปในระดับหนึ่งแล้ว ว่าจะยึดถืออย่างไรหาก 1:50,000 ไม่ได้ 1:200,000 ยิ่งไม่มีแล้ว และหากยังใช้ 1:200,000 ก็ไม่ต้องมาคุยกับประเทศไทย ส่วนอัตรา 1: 50,000 ใช้ได้กับบางจุดบางพื้นที่ และหากพื้นที่ตรงไหนมีข้อสงสัยก็ให้ใช้ไลดาร์ ทั้งนี้ขออย่าถามในรายละเอียด ซึ่งตนขอพูดในหลักการไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดต้องมีการแถลงอีกครั้ง
เมื่อถามถึงกรณีมรดกโลก ที่กัมพูชามีการร้องขอให้เข้ามาตรวจสอบความเสียหาย ทางยูเนสโกมีการให้ข้อมูลอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เขาให้ข้อมูลดี เราจึงได้มีการชี้แจงและได้ให้เสนอไปว่า เมื่อมาแล้วก็อยากให้มาทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากห่างกันเพียงไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งเราพร้อมจัดให้มีการสำรวจเพื่อให้สิ้นข้อเคลือบแคลงสงสัย
เมื่อถามว่าหลังจากที่มีการเสนอไป ยูเนสโกมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง นายอนุทิน เผยว่า consider เนื่องจากเรายังไม่ได้ทำเรื่องไปขอ และเราไม่ได้ขออะไร แต่หากคู่กรณีของเราทำเรื่องไปขออย่างเป็นทางการ หากยูเนสโกบอกว่าจะมาดู และจะมีการรายงาน ดังนั้นควรที่จะต้องมาดูทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้เกิดการรับฟังหากจะมีการรีพอร์ต โดยขั้นตอนถูกร้องขอจากประเทศคู่กรณี แต่ในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ควรที่จะต้องวางตัวเป็นกลางตามสถานะของเขา แต่หากไม่รีพอร์ต เก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่หากจะมีการรีพอร์ตเผยแพร่สาธารณะ ตนจึงแจ้งว่าต้องเข้ามาเพื่อให้ฝั่งไทยมีโอกาสชี้แจงด้วย
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในการตั้งทหารนั่ง JBC นายอนุทิน เผยว่า ไม่มีอะไร เป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว มีความอาวุโส รวมถึงมีความจัดเจนวิธีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าคณะเจรจาจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศและทางทหารมี Timetable อยู่ ซึ่งการเจรจาแปลว่าต้องพูดคุยทั้ง 2 ฝ่าย และการเจรจาในบริบทของรัฐบาลชุดนี้ หรือแนวทางที่ตนให้ไปคือไปเจรจาแล้วต้องได้ผลลัพธ์กลับมา ไม่ใช่ไปนั่งคุยเฉยๆ แล้วเลื่อนการพูดคุยไปเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้กัมพูชาได้เตรียมตัว เนื่องจากเป็นรูปแบบใหม่ และตนคิดว่าการจะไปเจรจาต้องมีผลลัพธ์และเจรจาอย่างจริงจัง
การเจรจาต้องเชื่อกันด้วย ไม่ใช่ไปถึงอาหารไม่กิน กลัวใส่ยาพิษ อย่างนี้ก็ไม่ต้องคุยกัน หากมาแล้วต้องคุยกันให้รู้เรื่อง หากมาที่ประเทศไทย 1-3 ครั้ง และไทยไปคุยที่ประเทศเขาบ้าง อย่างนี้ถึงไปได้ แต่หากข้ามมาที่ไทยนัด 8 โมง แต่มา 10 โมง พอเที่ยงกลับประเทศ แล้วกลับมาไทยอีกที 16:00 น. มันเสียเวลา
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews