12ปี คสช.กับมรดกที่ทิ้งไว้ และรอการแก้ไข

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

วันนี้ เมื่อ 12 ปีก่อน คือวันประวัติศาสตร์ คือวันถือกำเนิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมีความจำเป็นต้องเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ส่อเค้าจะรุนแรงขึ้น จากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่ยื้ดเยื้อมาหลายเดือน และอีกกลุ่มก็เริ่มชุมนุมเพื่อสนับสนุนรัฐบาลของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”และมีสัญญาณของการเผชิญหน้า

 

 

ดังนั้น 22 พ.ค.เมื่อมี คสช.ก็กลายเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยครั้งสำคัญ “พล.อ.ประยุทธ์” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ ถึง 5 ปี ก่อนคืนอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่ด้วยโครงสร้างการเมือง กฏหมาย ที่ถูกออกแบบจัดวางไว้อย่างแยบยล ทำให้ได้เป็นนายกฯต่ออีกสมัย และหลายอย่าง ในด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ กลายเป็นมรดก สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยหากจะพูดถึงมรดก หรือสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ได้สร้างและทิ้งไว้ให้กลายเป็นโครงสร้างหลักของประเทศไทย ในปัจจุบัน มีมากมายหลากหลายมิติ 1.มรดกทางการเมือง และกฎหมาย คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ถือเป็นมรดกชิ้นใหญ่ที่สุดที่ คสช.ทิ้งไว้ ซึ่งมีกลไกสำคัญอย่าง บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดแรกที่มาจากการแต่งตั้ง มีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สส.ซึ่งส่งผลต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยมาอย่างยาวนาน และแม้จะมี สว.ชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็นที่มา
ของความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ซึ่งล่าสุดมีการทำประชามติ และเริ่มกระบวนการแก้ไขใหม่อีกครั้ง

ต่อด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) แผนแม่บทที่ถูกตราไว้เป็นกฎหมายเพื่อให้ทุกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องบริหารประเทศภายใต้กรอบที่วางไว้ หากไม่ปฏิบัติตามอาจมีบทลงโทษผ่านองค์กรอิสระ

มรดก ลำดับ 3 คือ องค์กรอิสระ ที่ทรงอิทธิพล เพราะการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตรวจสอบต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., และ กกต.ทำให้สามารถให้คุณให้โทษกับนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจน ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะแก้ไขในจุดนี้ แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย

ด้านมรดกทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ชัดเจนที่สุด คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)โครงการเมกะโปรเจกต์ที่เป็นตัวชูโรงด้านเศรษฐกิจของ คสช. เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ,การลงทุนในระบบราง และคมนาคม มีการอนุมัติและก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง และรถไฟทางคู่ ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในยุค คสช. รวมถึง”แลนด์บริดจ์”ที่มีการขยับอีกครั้ง ก็เป็นการริเริ่มในยุคของ คสช.เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีมดรกเป็น ภาระหนี้สาธารณะ ที่มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเยียวยาในช่วงวิกฤติต่างๆ รวมถึงโควิด-19 ในช่วงรอยต่อรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ทำให้เพดานหนี้สาธารณะของประเทศถูกขยับสูงขึ้นและทิ้งภาระผูกพันทางการคลังไว้ในระยะยาว

แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันของ “อนุทิน ชาญวีรกุล” จะเป็นชุด ที่ 3 แล้ว หลังการสิ้นสุดของ คสช.แต่ยังคงมีความเชื่อมโยง และเกี่ยวข้องกันแบบแยกไม่ออก เพราะเครือข่ายการเมืองของคสช.เดิม ไหลมารวมอยู่ในพรรคภูมิใจไทยอีกทั้งรูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินของ “อนุทิน” และ “ลุงตู่” ก็คล้ายกันยังกะโคลนนิ่งกันมา และถูกโจมตีต่อเนื่องจากคนที่เห็นต่าง …

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่