สส.-สว. รุมสับรถไฟชนรถเมล์ จี้ยกระดับความปลอดภัย

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

จากโศกนาฏกรรมระทึกขวัญ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา กรณีขบวนรถไฟขนส่งสินค้าพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง ขสมก. บริเวณจุดตัดอโศก-ดินแดง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

 

ล่าสุด ลามกลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนไปทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เริ่มจากตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองใหญ่ แท็กทีมชงญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อล้างระบบคมนาคมและวิศวกรรมจราจรในเขตเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่า เป็น “มหาวินาศ” พร้อมฉายภาพรอยร้าวเชิงโครงสร้างที่ถูกหมกเม็ดมาอย่างยาวนาน

 

เปิดฉากกลางสภา “นิกร จำนง” จากพรรคภูมิใจไทย ชี้เป้าว่านี่คือความล้มเหลวและผิดพลาดโดยรัฐแบบแท้ ๆ เพราะระบบที่มีอยู่ “ไม่เป็นระบบ” พร้อมเปรียบเปรยการทำงานของหน่วยงานรัฐว่าเหมือน “วัวที่ถูกผูกไว้กับหลัก” เดินไปได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ไม่เคยคิดปรับปรุงแก้ไขเชิงรุก ทั้งเรื่องระบบ GPS และกล้อง CCTV ที่เคยศึกษาไว้ในอดีตแต่กลับหายเข้ากลีบเมฆ

 

ขณะที่ “เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์” สส.กทม. พรรคประชาชน ปรับมโนทัศน์ เลิกมองว่านี่เป็นเพียง “ความประมาทส่วนบุคคล” แต่ให้เพ่งเล็งไปที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผังเมืองกรุงเทพฯ มีจุดตัดทางรถไฟที่เป็น “ระเบิดเวลา” ฝังอยู่ถึง 18 จุด แฉพฤติกรรมวินัยจราจรสุดแย่ เห็นกับตาว่ารถจักรยานยนต์จงใจฝ่าเครื่องกั้นขณะสัญญาณดัง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนมองตาปริบ ๆ โดยไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

 

ด้านตัวแทนรัฐบาล “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ตอบกระทู้สดกลางสภา ว่า เป็นความจริงที่น่าตกใจ ผลการสอบสวน พบว่า “พนักงานขับรถไฟมีความประมาท และตรวจพบสารเสพติดหลายชนิดในร่างกาย” ซึ่งขณะนี้สั่งให้ออกจากราชการแล้ว พร้อมสั่งปูพรมตรวจปัสสาวะพนักงานขนส่งสาธารณะทุกสังกัดทันที โต้ข้อหา “วัวหายล้อมคอก” ยันทำมาตลอดแต่เป็นระบบสุ่มตรวจ

 

สำหรับมาตรการเยียวยา “ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กางแผนตัวเลขเยียวยาผู้เสียชีวิตอยู่ที่รายละ 2,390,000 บาท แต่ยังติดปัญหาเรื่องการพิสูจน์อัตลักษณ์ร่างผู้เสียชีวิตบางรายที่สภาพแหลกเหลวจนแทบจำไม่ได้ พร้อมเฉลยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ว่า รถไฟขบวนนี้หนัก 1,700 ตัน ระยะเบรกเซฟตี้ตามมาตรฐานต้องใช้ระยะทาง 750 เมตร ถึง 1 กิโลเมตร ไม่สามารถหยุดรถได้ในระยะ 200 เมตรตามที่สังคมเข้าใจ

 

ด้านสภาสูง “วุฒิชาติ กัลยาณมิตร”ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา เรียก 9 หน่วยงานมาสางปม บดบี้กรมการขนส่งทางรางให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด “ไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม”

 

ส่วนข้อเสนอสุดโต่งของรัฐบาลที่จะศึกษา “ห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน” ถูก “ศุภณัฐ” จากพรรคประชาชน และ “สกลธี ภัททิยกุล” จากพรรคประชาธิปัตย์ สวนกลับทันทีว่า เป็นเพียงการ “ซื้อเวลาเพื่อลดแรงกดดันทางสังคม” เพราะโมเดลเมืองใหญ่ทั่วโลก รถไฟต้องวิ่งเข้าสู่ใจกลางเมืองเพื่อคนรายได้น้อย ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่งบประมาณด้านวิศวกรรมจราจรถูกเปลี่ยนมือไปในอดีต และระบบไฟจราจรอัจฉริยะไม่ยอมทำ

 

ฝ่ายค้าน จึงเสนอทางออกให้แก้ระเบียบกองทุนทะเบียนรถเลขสวยที่มีเงินหมื่นล้าน มาสร้างอุโมงค์ ทางลอด และระบบ AI ควบคุมไฟแดงอัจฉริยะ พร้อมเสนอโยกอำนาจจัดการจุดตัดจากตำรวจและ รฟท. มาให้ กทม. ดูแลแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผ่านกลไกกฎหมาย

 

บทเรียนราคาแพงจาก 8 ชีวิตที่สูญเสียไปในครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่า รัฐบาลอนุทินต้องเลิกแก้ปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง แต่ต้องเร่งรื้อโครงสร้างคมนาคมทางรางในเมืองหลวงให้ปลอดภัย ก่อนที่แยกทางรถไฟในกรุงเทพฯ จะกลายเป็นลานประหารชีวิตประชาชนรายต่อไป

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่