ผลจำลองเหตุการณ์บนรถไฟ ยังขัดแย้งคำให้การคนขับ-คนโบกธง

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

การจำลองสถานการณ์และเหตุการณ์บนรถไฟ เพื่อพิสูจน์ระยะการมองเห็น และความเร็วของรถไฟ เพื่อนำมาเทียบเคียงกับคำให้การของ คนขับรถไฟ ที่ขับชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 และคนโบกธง ว่า สอดคล้องกันหรือไม่

 

พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน บก.น.1 ขึ้นรถไฟ ที่สถานีรถไฟหัวหมาก เดินทางไปลงที่สถานีอโศก ใกล้จุดเกิดเหตุบริเวณถนนอโศก – ดินแดง ใกล้กับสถานีรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ มักกะสัน ระยะทาง 9.2 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินรถกว่า 1 ชั่วโมง

 

ชุดสืบสวนได้กำหนดประเด็นตรวจสอบระยะการมองเห็นระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อดูว่าคนขับรถไฟจะสามารถมองเห็นระบบอาณัติสัญญาณต่าง ๆ ทั้งธง ไฟสัญญาณ หรือยานพาหนะที่จอดคร่อมราง ในระยะเท่าไร รวมไปถึงระยะการหยุดเบรกรถไฟ เพื่อดูว่าพนักงานขับรถไฟใช้ระยะทางเท่าไร ก่อนถึงสถานีหรือซุ้มไม้กั้นถนน การชะลอความเร็วและหยุดรถไฟ รวมทั้งจะสังเกตการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำซุ้มรถไฟว่าจะเริ่มส่งสัญญาณให้พนักงานขับรถในระยะเท่าไร นอกจากนี้ จะดูความเร็วของรถไฟว่าใช้ความเร็วเท่าไร ตั้งแต่วิ่งรถ ไปจนถึงการชะลอความเร็วของรถ ก่อนที่จะเบรกหยุดรถไฟ

 

โดยประเด็นเหล่านี้ ชุดสืบสวนจะรวบรวมเพื่อมาตรวจสอบว่า สอดคล้องกับคำให้การของพนักงานควบคุมไม้กั้น พนักงานขับรถไฟ ช่างเครื่อง และพนักงานรักษารถไฟคันเกิดเหตุหรือไม่ รวมทั้งนำมาเปรียบเทียบกับข้อปฏิบัติของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งการปฏิบัติในส่วนของพนักงานขับรถไฟและพนักงานควบคุมไม้กั้น โดยจะสังเกตการปฏิบัติตั้งแต่การทำความเร็วรถไฟ การวิทยุสื่อสาร ระยะห่างของรถไฟก่อนที่จะนำไม้กั้นลง รวมทั้งการตีสัญญาณของพนักงานควบคุมไม้กั้น ทั้งสัญญาณไฟและสัญญาณธง

 

ภายหลังจาก ชุดสืบสวน จำลองสถานการณ์ บนรถไฟ จากซุ้มพระราม 9 ถึงซุ้มอโศก ระยะทาง 550 เมตร มีรายงานข่าวระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ระหว่างขบวนรถไฟ ที่กำลังวิ่งผ่านจุดตัด โดยหน้าที่ของช่างเครื่อง หรือผู้ช่วยคนขับรถไฟ จะต้องคอยดูเส้นทาง และบอกระยะต่างๆ รวมถึงขานสัญญาณให้กดเสียงวูดเตือน ให้กับคนขับรถไฟ โดยปกติคนโบกธง หรือคนอาณัติสัญญาณ จะต้องคอยวิทยุ

 

แจ้งคนขับรถไฟเมื่อใกล้จะผ่านบริเวณจุดตัดแต่สถานี เมื่อบนถนนไม่มีรถ หรือรถไฟสามารถผ่านไปได้ ทางเจ้าหน้าอาณัติสัญญาณ จะต้องนำไม้กั้นลง เมื่อไม้กั้นลงสุดจะมีเสียงสัญญาณไซเรนเตือนทันที และเจ้าหน้าที่อาณัติสัญญาณจะออกมายืนหน้าตู้เพื่อโบกธงส่งสัญญาณให้กับคนขับรถไฟ รถไฟจึงจะผ่านจุดตัดหรือสถานีนั้นได้เท่านั้น ส่วนกรณีที่มีการจราจรติดขัดบนรางรถไฟ ทางเจ้าหน้าที่อาณัติสัญญาณ จะมีการประสานงานกับตำรวจจราจร สน.มักกะสัน เพื่อเคลียร์การจราจร ก่อนจะนำไม้กั้นลงให้รถไฟผ่าน

 

แต่จากคำให้การของคนขับรถไฟอ้างว่า ไม่เห็นคนโบกธงแดงและไม่ได้ยินเสียงวิทยุสื่อสาร รวมถึงช่างเครื่องหรือผู้ช่วยคนขับรถไฟที่อ้างว่า มองเห็นในระยะประมาณ 300 เมตรที่มีรถขวาง ก่อนที่จะบอกคนขับรถไฟว่าข้างหน้ามีรถและช่วยกันดึงเบรก โดยชุดสืบสวนจะต้องลงพิ้นที่หากล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ บริเวณซุ้มพระราม 9 ถึงซุ้มอโศก ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เพื่อดูว่าขณะเกิดเหตุสัญญาณไฟไซเรน คนโบกธงได้เปิดหรือไม่ เพื่อนำมาประกอบคำให้การของผู้ต้องหา จากการลงพื้นที่ของชุดสืบสวนยังพบว่า ขณะรถไฟขบวนดังกล่าวผ่านแต่ละจุดตัดซึ่งระบบไม้กันและสัญญาณเตือนต่าง ๆ ใช้ได้อย่างเป็นปกติ

 

อย่างไรก็ตาม โดยปกติหากคนขับรถไฟ เมื่อมาถึงบริเวณจุดตัดที่มีไม้กั้น หากไม่พบสัญญาณ จากคนโบกธง หรือไม่ได้ยินเสียงวิทยุ จะต้องชะลอความเร็วหรือเบรกทุกครั้งที่ผ่าน แต่คันที่เกิดเหตุอ้างว่าไม่เห็นสัญญาณธง และไม่ได้ยินเสียงวิทยุ แต่กลับไม่ชลอความเร็วจนเกิดเหตุสลดครั้งนี้

 

ทั้งนี้ ชุดสืบสวนยังอยู่ระหว่าง การเก็บภาพจากกล้องวงจรปิด อีก 1 จุด คือ ช่วงบริเวณซุ้มพระราม 9 ก่อนถึงซุ้มอโศก ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ รวมถึงขอกล้องวงจรปิด ภายในรถเมล์คันเกิดเหตุเพื่อดูภาพผู้โดยสารภายในรถ จาก ขสมก.ด้วย

ขณะที่พนักงานสอบสวน ทำการสอบปากคำผู้บาดเจ็บที่แล้ว 13 ราย มีผู้บาดเจ็บกลับบ้านแล้ว 14 ราย มีผู้บาดเจ็บอยู่ ICU อีก 4 รายยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ และในวันนี้ ตำรวจนัดหมาย นายสถานีมักกะสัน นายสถานีคลองตัน มาสอบถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ของคนขับรถไฟและพนักงานไม้กั้น ในขณะเกิดเหตุว่าเป็นอย่างไร

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่