การประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลายเป็นสมรภูมิกรีดนโยบายฝ่ายบริหารอย่างดุเดือด เมื่อรัฐบาลส่ง “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาแจ้งมติ ครม. ขอหยิบยกกฎหมายที่ค้างท่อจากการยุบสภาเมื่อปลายปีก่อน กลับมาพิจารณาต่อตามมาตรา 147 รวมทั้งสิ้น 34 ฉบับ
แม้สภาจะเห็นพ้องกับการเดินหน้าต่อตามกรอบที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.พรรคประชาชน เสนอให้แยกกลุ่มลงมติเพื่อความโปร่งใส แต่สิ่งที่ทำให้ห้องประชุมพระสุริยันแทบแตก คือ “รายการกฎหมายที่หายไป” โดยเฉพาะร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และกฎหมายภาคประชาชนที่ถูก ครม. ปัดตก จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังคิดแทนรัฐสภา และไม่เห็นหัวประชาชนหรือไม่
ด้าน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลุกขึ้นเปิดแผลรัฐบาลทันที โดยตั้งคำถามถึงหลักเกณฑ์ “หลังบ้าน” ในการเลือกหยิบกฎหมาย 34 ฉบับ แต่กลับจงใจเขี่ยกฎหมายสำคัญอย่าง กฎหมายรายงานมลพิษ PRTR, กฎหมายคุ้มครองแรงงาน, และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทิ้งไป
“ณัฐพงษ์” ซัดแรงว่า รัฐบาลกลัวกฎหมายเหล่านี้จะไปแตะต้องโครงสร้างอำนาจ ปฏิรูปกองทัพ หรือไปขัดผลประโยชน์กลุ่มทุนที่เอื้อเฟื้อรัฐบาลอยู่ พร้อมตั้งคำถามว่า กติการัฐธรรมนูญที่รัฐบาลพยายามเตะถ่วงอยู่นี้ ออกแบบมาเพื่อเป็นฐานอำนาจให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่
ทั้งนี้ รัฐบาลคิดแทนสภาได้จริงหรือ บอกว่าส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับมาอย่างไรก็ไม่ผ่านเลยปัดตก หรือจริงๆ แล้ว กฎหมายที่ไม่หยิบมา มันไปแตะโครงสร้างอำนาจ และระบอบสีน้ำเงินกันแน่
ความเดือดทะลุปรอท เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นจัดหนักแบบลากไส้ โดยชี้ว่าการที่รัฐบาลไม่ยอมยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับค้างท่อ เป็นการ “ไม่เคารพข้อตกลง MOA” ที่พรรคใหญ่เคยทำไว้ และเป็นการ “หักหลังผลประชามติของประชาชนกว่า 20 ล้านเสียง” ที่รัฐบาลเป็นคนลงทุนไปขอให้ทำเอง แต่กลับเลือกให้กระบวนการไปนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคม
นอกจากนี้ “อภิสิทธิ์” ยังทวงถามกฎหมายยกระดับสวัสดิการ อสม. ที่รัฐบาลเคยใช้หาเสียง แต่กลับเททิ้งหน้าตาเฉยหลังได้อำนาจ รวมถึงกฎหมายรายงานมลพิษ PRTR ที่ขัดกับนโยบายรัฐบาลเองที่อยากพาสปอร์ตไทยไปเวทีโลกอย่าง OECD แต่กลับไม่ยอมเดินหน้าต่อเพียงเพราะภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ
อย่างตอนเลือกตั้งบอกรัก อสม. ทุกคน พอเลือกตั้งเสร็จ นโยบายก็ไม่เขียน กฎหมายสวัสดิการก็ถูกทิ้ง ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชนลงประชามติอยากให้เดินหน้า แต่รัฐบาลกลับตัดสินใจให้ไปตั้งต้นใหม่หมด มันสะท้อนทัศนคติของพวกท่าน
ยิ่งตอกย้ำความผิดหวังจากสภาสูง สว.นันทนา นันทวโรภาส อภิปรายว่า รัฐบาลนี้ 2 เดือนที่ผ่านมา ทำแต่เรื่องที่ไม่ได้หาเสียง เช่น ดันโครงการแลนด์บริดจ์ เปิดเสรีต่างชาติ ทำเนียบรับแต่เจ้าสัว แต่สัญญากลางแดดอย่างการแก้รัฐธรรมนูญกลับเบี้ยวประชาชน พร้อมเหน็บแนมให้เปลี่ยนคำขวัญพรรคเป็น “พรรคสักแต่พูดพลัส”
ขณะที่ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.จากพรรคไทยภักดี แม้จะเห็นด้วยกับกฎหมายอากาศสะอาดและกฎหมายสร้างเสริมสันติสุข แต่ก็ยอมรับมติมหาชนในเรื่องรัฐธรรมนูญ พร้อมดักคอว่า สสร. ชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นต้องเป็นกลางทางการเมืองจริงๆ และห้ามกลุ่มทุนเข้ามาแทรกแซงกฎหมายสิ่งแวดล้อมเด็ดขาด
ท้ายที่สุด ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบท่วมท้นถึง 611 เสียง ต่อ 3 เสียง ไฟเขียวให้เดินหน้าร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับกลับไปสู่กระบวนการนิติบัญญัติตามขั้นตอนที่ค้างไว้
แม้ตัวเลขกฎหมายจะผ่านฉลุย แต่ภาพสะท้อนจากสภาฯ ในวันนี้ชัดเจนว่า แผลใจระหว่างรัฐบาลกับภาคประชาชนและฝ่ายค้านได้เกิดขึ้นแล้ว เกมยื้อร่างรัฐธรรมนูญและการปัดตกกฎหมายรากหญ้า จะกลายเป็นจุดชนวนวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ของรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบในท้ายที่สุด
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN