รัฐบาล เมินเสียงค้านกู้4แสนล้าน-ยื่นศาล รธน.

Hot Clips Video

 

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนจากแรงกระแทกของโลก กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อรัฐบาลไทย และล่าสุดได้จุดชนวนความร้อนทางการเมืองขึ้นหลัง ครม. มีมติออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตปากท้องของประชาชน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็น และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ

 

ซึ่งรัฐบาลให้เหตุผลว่า โลกกำลังเผชิญ วิกฤตซ้อนวิกฤต ถึง 5 ระลอก ไล่ตั้งแต่วิกฤตสงคราม วิกฤตราคาพลังงาน วิกฤตต้นทุนการผลิต วิกฤตค่าครองชีพ ไปจนถึงวิกฤตกำลังซื้อถดถอย ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน จึงถูกมองว่าเป็นการ เตรียมกระสุน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ และรุนแรงขึ้นในอนาคต

 

โดยฝ่ายค้านกลับมองต่างออกไป โดยเฉพาะพรรคประชาชน อย่าง นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ตั้งข้อสังเกตว่า การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ อาจกระทบต่อวินัยการเงินการคลังในระยะยาว และมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “การเซ็นเช็คเปล่า” ให้ฝ่ายบริหารใช้เงินโดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังมีคำถามสำคัญว่า วงเงินกู้ดังกล่าว จะผลักดันให้ประเทศต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในอนาคตหรือไม่ โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2570 ที่มีความเป็นไปได้สูง

 

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาเคลื่อนไหวในเชิงกฎหมาย โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เตรียมยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 172 จะต้องเป็นกรณี “จำเป็นเร่งด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้” เท่านั้น แต่จากมุมมองของพรรค เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว และอาจเข้าข่ายใช้อำนาจนอกกรอบวินัยการคลัง

 

ทำให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง? ชี้แจงว่า? จากสถานการณ์ความจำเป็นในขณะนี้กำลังเจอกับสภาวะวิกฤต ของโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และคาดว่าจะเกิดวิกฤตหลายระลอก ซึ่งสิงคโปร์ก็ยอมรับว่าวิกฤตในครั้งนี้จะรุนแรง

 

พร้อมยืนยันว่า เม็ดเงิน 4 แสนล้านบาท จะไม่ถูกใช้ในคราวเดียว แต่จะผ่านกระบวนการกลั่นกรองอย่างเป็นขั้นตอน และมุ่งเน้นไปที่ 2 เป้าหมายหลัก คือ การช่วยเหลือประชาชนโดยตรง เพื่อลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่งสูง และการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพานำเข้า และมุ่งสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว

 

ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ตอบโต้ในประเด็นนี้เช่นกันว่า คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจเป็นแบบที่เขาไม่คุ้นเคย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลบางยุค มีการกู้เงินมาแล้วไปทำโครงการต่างๆ แต่การกู้เงินครั้งนี้จะลงถึงประชาชนทั้งหมด ซึ่งไม่ได้มาในรูปแบบของโครงการว่าจะทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ ไม่ใช่วิธีที่เขาเคยทำมา จึงอาจจะสงสัย

 

ซึ่งรัฐบาลได้พิจารณาทางเลือกอื่นแล้ว ทั้งการโยกงบประมาณปี 2569 หรือรอใช้งบปี 2570 แต่พบว่าไม่เพียงพอ และไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่รวดเร็วอย่าง พ.ร.ก.

 

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังย้ำชัดว่า รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน และพร้อมเปิดให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน ผ่านระบบที่โปร่งใส รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามากำกับการใช้จ่ายงบประมาณ ขณะที่รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ระบุว่า รูปแบบการใช้เงินในครั้งนี้ แตกต่างจากในอดีต เพราะจะมุ่ง “ลงถึงประชาชนโดยตรง” มากกว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่แบบเดิม

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือ กระบวนการตรวจสอบในทางกฎหมาย ว่าฝ่ายค้านจะสามารถรวบรวมเสียง สส. ได้เพียงพอในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะแค่ลำพังพรรคประชาธิปัตย์ มีเพียง 21 เสียง ต้องอาศัยเสียงจากพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม อีก 29 เสียง ที่เป็นฝ่ายค้าน เข้ามาเติมให้ครบ และหากครบ ก็ยังต้องติดตามต่อว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จะยื้อส่งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลจะรับวินิจฉัยหรือไม่ จึงอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ชะตาความชอบธรรมของ พ.ร.ก.ฉบับนี้

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่