พรก.กู้ 4 แสนล้าน “อนุทิน” พูดแล้วทำพลัส

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกุล” มีจุดแข็งจากสโลแกน”พูดแล้วทำ” ซึ่งผลักดัน “คนละครึ่ง” สำเร็จในสมัยแรก และเป็นใบเบิกทางให้ชนะเลือกตั้ง โดยที่ยังคงใช้สโลแกนเดิม”พูดแล้วทำ” และบวกคำว่า “พลัส” เข้าไปต่อท้าย เพื่อตอกย้ำว่า “พูดแล้วทำจริงๆ” ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ก็ตอกย้ำคำว่า “พูดแล้วทำพลัส” ได้เป็นอย่างดี เพราะได้เห็นชอบ ออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อรองรับผลกระทบเศรษฐกิจและความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

หลังเคยส่งสัญญาณ เหมือนโยนหินถามทาง ว่าจะกู้ 5 แสนล้าน และให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง กับ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯฝ่ายกฏหมาย ดูรายละเอียดวงเงิน และข้อกฏหมายรวมถึงเพดานหนี้สาธารณะในการประชุม ครม. 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ท้วงติง จากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นวินัยการเงินการคลัง ซึ่ง”นายกฯอนุทิน”ชี้แจงหลัง ครม.มีมติเห็นชอบในการ ออก พรก.กู้เงินว่ามีความจำเป็นจริงๆ

ดังนั้นการออก พรก.กู้ 4 แสนล้านของ “รัฐบาลอนุทิน” ที่ยังคงมีคำถามว่า เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วินัยการเงินการคลัง และข้อกฏหมายรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็น รัฐบาลชุดที่ 6 ที่ดำเนินการ “กู้เงิน” โดยใช้ พรก.ในรอบ 30 ปี นับจากปี 2540 เป็นต้นมา โดย 5 รัฐบาลก่อนหน้านี้ ที่เคยออก พรก.กู้เงิน สำเร็จ โดยมีเหตุและผล ตามความจำเป็นในการใช้เงิน ที่ทำให้คนไทยทุกคนที่เกิดมา ต้องแบกภาระหนี้สินติดตัว มีดังนี้

“รัฐบาลชวน หลีภัย” ปี 2541 ซึ่งตรงกับยุควิกฤตต้มยำ ออก พรก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 8 แสนล้านบาท ฉบับแรก วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อกู้เงินจากต่างประเทศมาฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสริมสภาพคล่องภาคเศรษฐกิจ,ฉบับที่ 2 วงเงินสูงถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่กำลังล่มสลาย, และฉบับที่สาม วงเงิน 3 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ล้มละลายตามไปด้วย

รัฐบาลต่อมาที่กู้เงิน คือ “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ปี 2545 ยุคฟื้นฟูหลังต้มยำกุ้ง โดยครั้งนั้น ออกพรก.กู้ ในวงเงิน 7.8 แสนล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูภาคการเงินอย่างยั่งยืนในระยะที่ 2

ต่อมา “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็น รัฐบาลที่ 3 ที่ ออก พรก.กู้เงิน ในปี 2552 จากผลกระทบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดยกู้ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้แผน “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ

จากนั้น รัฐบาลชุดที่ 4 ที่ “กู้เงิน”โดยการออก พรก. คือ “ยุคมหาอุทกภัย” ของ”รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในปี 2555 หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่สร้างความเสียหายมหาศาล จนรัฐบาลต้องออก พรก.วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ และวางรากฐานพัฒนาประเทศ

ก่อนที่ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นชุดที่ 5 ที่ ออกพรก.กู้เงิน ในยุคโควิด19 ช่วงปี 2563-64 โดยออก พรก.2 ฉบับติดกัน ฉบับแรกปี 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท แบ่งใช้ใน 3 ด้าน สาธารณสุข,กระตุ้นการบริโภค และส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดเล็ก ส่วนฉบับที่2 ในปี 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือการระบาดระลอกใหม่พร้อมทั้งมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% ของ GDP ด้วย

นอกจากนี้ ในห้วง 30 ปีที่ผ่านมา มี พรก.กู้เงิน ที่ไม่ผ่าน 3 ฉบับด้วย โดยเกิดขึ้นในยุคของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ซึ่ง ครม.ตัดสินใจ ถอนออกจากสภาฯ เอง เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้, ส่วนอีก 2 ฉบับ คือในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลด้านวินัยการคลัง ส่วนฉบับที่สาม ในยุค”รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน” มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่ถูกโจมตี “กู้มาแจก” แต่ท้ายที่สุดยังไม่ทันเข้าสภา “เศรษฐา” พ้นจากตำแหน่งไปเสียก่อน

ทั้งนี้ การใช้นโยบายการคลัง ผ่านการออก พรก. กู้เงิน หรือ พรบ.เพื่อการกู้เงิน นับเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการเยียวยา แก้ปัญหา และกระตุ้นเศรษฐกิจในยามวิกฤต จึงต้องจับตาว่า หลังจากกู้มาแล้วจะสามารถตอบโจทย์ได้ทุกข้อหรือไม่…

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่