“กล้าธรรม”ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ ฝ่ายแค้น หรือ ฝ่ายคอย

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

กล้าธรรม” พรรคฝ่ายค้านอันดับ 2 มีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ผู้นำจิตวิญญาณ ที่รั้งตำแหน่งประธานที่ปรึกษา สร้างพรรคสีเขียวเติบโตแบบก้าวกระโดด เป็นพรรคอันดับ 4 มี สส.เข้าสภาได้ถึง 58 คน ขยับมาเป็นหัวหน้าพรรค แทน”นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ที่ถอยไปเป็นเหรัญญิกพรรค ส่วน”เลขาธิการพรรค” ยังคงเป็น “ไผ่ ลิกค์” เหมือนเดิม และมี “อรรถกร ศิริลัทธยากร” ทำหน้าที่โฆษกพรรค และมี “ปวีณา หงส์สกุล-เฉลิมชัย ศรีอ่อน-ประจวบ วงศ์สุข” เป็นที่ปรึกษา โดยกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่มี 21 คน ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคมากถึง 12 คน อย่างมียุทธศาสตร์ ในการดูแลพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกใหญ่ในอนาคต และบทบาทที่สำคัญหลังจากนี้ คือการเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลสีน้ำเงินของ”นายกฯอนุทิน ชาญวีรกุล”

 

แม้การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรค “กล้าธรรม” จะยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามสำหรับประชาชน เพราะถูกมองว่าเป็น ฝ่ายค้าน ที่รอร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายคอยมากกว่า จากภาพการจับมือกันกลางสภา ของ”อนุทิน กับ ธรรมนัส” ในวันแถลงนโยบาย แต่หลังจากก้าวขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค “ผู้กองธรรมนัส” ก็ได้ประกาศจุดยืนชัดเจน และส่งสัญญาณเข้มๆ ไปหารัฐบาลแล้ว ว่าพรรคเขียว จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบไหน ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายแค้น หรือที่นักวิชาการหลายคนให้ความเห็นว่า กล้าธรรมเป็นฝ่ายคอย แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะเรามีศักดิ์ศรี

 

โดย”ผู้กองธรรมนัส”ปลุกขวัญพรรคเขียวว่า เราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และข้าราชการ อย่างสร้างสรรค์ ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาทำหน้าที่ และมุ่งเน้นหลักการเมืองที่ถูกต้อง ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้เป็นอย่างไร สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร เราจะนำเสนอให้ได้ว่ารัฐบาลควรทำเรื่องไหน หรือไม่ควรทำเรื่องไหน แต่หากนำเสนอไปแล้วไม่ทำ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการที่จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือตรวจสอบรัฐบาล ตามกลไกในรัฐธรรมนูญ เราจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ดีที่สุด ดังนั้น สัญญาณจาก “ผู้กองธรรมนัส”จึงมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ สำหรับทิศทางของพรรคเขียว ที่จะเป็นฝ่ายค้านคุณภาพ

 

สำหรับพรรคกล้าธรรม และ ผู้กองธรรมนัส ถือเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มตัวครั้งแรก เพราะเดิมที “ผู้กอง” ทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย มาก่อนในฐานะพรรครัฐบาล และเมื่อย้ายมาอยู่กับ “พลังประชารัฐ” ในยุคหลังรัฐบาล คสช. ก็อยู่ฝ่ายรัฐบาล ทั้งในยุคของ “ลุงตู่2-เศรษฐา ทวีสิน-แพทองธาร ชินวัตร” หรือ รัฐบาล”อนุทิน 1″ก็ตาม

 

หลังจากนี้ จึงต้องติดตามการทำงานของพรรคเขียว ในฐานะฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด เพราะแนวร่วมฝ่ายค้านอีก 2 พรรค คือ “ประชาชน-สีส้ม” และ ประชาธิปัตย์-สีฟ้า” ก็มีแนวทางการทำงานฝ่ายค้านที่เข้มข้น ดุดันแบบไม่เกรงใจเช่นกัน ดังนั้น ฝ่ายค้าน 3 พรรค แม้เสียงจะไม่มากพอที่จะกดดัน สั่นคลอนรัฐบาลสีน้ำเงินได้ตลอดเวลา แต่หาก “ส้ม-เขียว-ฟ้า” ทำได้จริง ในแบบของตัวเอง ก็อาจถือว่าเป็นอันตรายสำหรับรัฐบาล และเป็นผลดีกับประชาชน ที่ฝ่ายค้านมีความเข้มแข็ง คอยจับผิด ทำให้รัฐบาลอยู่กับร่องกับรอย ในการแก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง โดยมีประชาชน เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่