“ศุภจี” จากนางแบก สู่สายล่อฟ้า ถูกพรรคร่วมจี้ลาออก

Hot Clips Video

 

เสียงวิจารณ์ที่ถาโถม กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองที่ไม่อาจมองข้าม สำหรับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากภาพของ “นางแบก” คนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” วันนี้กำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ ทั้งจากโซเชียล และแรงกดดันทางการเมือง

 

จุดเริ่มต้นของกระแส เกิดจากกรณีร่วมโปรโมท “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” กับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “พิมรี่พาย” ที่แม้จะถูกมองว่าเป็นความพยายามช่วยระบายผลผลิต แต่กลับจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง จนถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ออกโรงกดดันอย่างชัดเจน โดย “นายคริส โปตระนันทน์” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค นำทีม สส. แถลงเรียกร้องให้ นางศุภจี แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่าการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของเกษตรกรอย่างแท้จริง

 

แรงกดดันจากพรรคร่วม จึงกลายเป็นสัญญาณทางการเมืองที่น่าจับตา เพราะไม่ใช่เพียงเสียงวิจารณ์ภายนอก แต่เริ่มลุกลามเข้าสู่สมดุลภายในรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตาม ฝั่งของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังแสดงท่าทีปกป้องอย่างชัดเจน โดยระบุว่า นางศุภจี เป็นคนทำงานหนัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระแสโจมตี พร้อมย้ำว่า “ไม่มีท้อ มีแต่ลุย”และยังไม่จำเป็นต้องปรับทีมหรือเสริมกำลังแต่อย่างใด

 

แม้จะถูกตั้งคำถามถึงแรงกระเพื่อมทางการเมือง นายอนุทิน กลับมองว่า เสียงวิจารณ์จำนวนไม่น้อย มาจากฝ่ายที่ไม่หวังดีกับรัฐบาล พร้อมทิ้งท้ายเชิงท้าทายว่า หากมีการโต้กลับ ก็อาจทำให้หลายฝ่าย “จุกกันเป็นแถว”

 

ด้าน นางศุภจี ได้ออกมาชี้แจงผ่านโซเชียลมีเดีย อธิบายถึงแนวคิดนโยบาย “ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว” และการทำตลาดเชิงรุก โดยย้ำว่าเป็นการเตรียมรับมือปัญหาผลผลิตล้นตลาดล่วงหน้า

 

และยังระบุว่า ปีนี้ไทยต้องเผชิญแรงกดดัน 3 ด้าน ทั้งผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 33% ภาวะอากาศร้อนทำให้ทุเรียนตกเกรดมากขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งอาจกระทบราคาส่งออก

 

กระทรวงพาณิชย์ จึงเลือกใช้กลยุทธ์ “สร้างดีมานด์” ผ่านการตลาดรูปแบบใหม่ ทั้งการขายตรงผ่าน Live Commerce ลดการพึ่งพาคนกลาง และขยายตลาดส่งออกไปยังจีน เกาหลีใต้ อินเดีย และตะวันออกกลาง

 

นางศุภจี ยอมรับว่า แนวทางนี้อาจอยู่นอกกรอบเดิม และอาจไม่เป็นที่เข้าใจในทันที แต่ยืนยันว่า เป็นการยอมรับเสียงวิจารณ์ในวันนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายของเกษตรกรในวันข้างหน้า

 

ท่ามกลางแรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า นโยบายนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คือ “เสถียรภาพทางการเมือง” ของรัฐบาล จะรับแรงกระแทกนี้ได้มากแค่ไหน จาก “นางแบก” ที่เคยเป็นกำลังหลัก วันนี้ นางศุภจี กำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน และกลายเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งตัวบุคคล และรัฐบาลอนุทิน ว่าจะฝ่ามรสุมครั้งนี้ไปได้ หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองในระยะต่อไป

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่