สเปอร์สเผชิญวิกฤตหนัก จากแชมป์ยุโรปสู่โซนหนีตกชั้น แม้เปลี่ยนกุนซือแต่ก็ยังไร้ทางฟื้น
สถานการณ์ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ยังคงดิ่งลงอย่างต่อเนื่องในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26 จากทีมแชมป์ยุโรปเมื่อไม่ถึงปี กลับกลายเป็นหนึ่งในทีมที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นอย่างหนัก หลังผลงานย่ำแย่จนสโมสรต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซืออีกครั้ง
ผลงานในสนามสะท้อนวิกฤตอย่างชัดเจน เมื่อ “ไก่เดือยทอง” พ่ายคาบ้านต่อ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 0-3 ส่งผลให้ร่วงลงไปอยู่ในโซนลุ้นตกชั้น ทั้งที่รูปเกมหลายครั้งดูเหนือกว่า แต่ขาดความเฉียบคมและความมุ่งมั่นในจังหวะสำคัญ
ภายใต้การคุมทีมของ อิกอร์ ทูดอร์ สเปอร์สไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ โดยคุมทีมรวม 7 นัด ชนะได้เพียงเกมเดียว และเก็บได้แค่ 1 คะแนนจาก 5 นัดในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่สโมสรจะประกาศแยกทางอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา หลังเข้ามาทำหน้าที่ต่อจาก โธมัส แฟร้งค์ ได้เพียงราว 6 สัปดาห์
แถลงการณ์ของสโมสรระบุว่าเป็นการยุติสัญญาโดยความยินยอมร่วมกัน พร้อมขอบคุณความทุ่มเทของทีมงานทั้งหมดในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา ขณะที่ผลงานโดยรวมถือว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ทั้งการแพ้ในลีกถึง 4 จาก 5 นัด รวมถึงตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังพ่าย แอตเลติโก มาดริด ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย
ล่าสุด สเปอร์สเดินหน้าแก้เกมด้วยการแต่งตั้ง โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กุนซือชาวอิตาเลียนเข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชคนใหม่ ด้วยสัญญาระยะยาวถึงปี 2031 โดยถูกวางให้เป็นผู้นำ “ยุคใหม่” ของสโมสร ทั้งในด้านแท็กติกและการยกระดับผลงานในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภารกิจเร่งด่วนของเด แซร์บี้ ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือการพาทีม “อยู่รอด” ให้ได้ในช่วง 7 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความมั่นใจของนักเตะตกต่ำ และโครงสร้างทีมยังเต็มไปด้วยปัญหา
แต่เกมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนกลับยิ่งตอกย้ำสภาพของทีม เมื่อ ไก่เดือยทอง ดันบุกไปแพ้ ซันเดอร์แลนด์ 1-0 แม้จะมีโอกาสยิงในกรอบมากกว่าก็ตาม ส่งผลให้สเปอร์สร่วงสู่อันดับที่ 18 ของตารางอย่างน่าผิดหวัง ชี้ชัดว่าการเปลี่ยนกุนซือไม่ใช่หาทางรอดของสเปอร์ส
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2025 ภายใต้การคุมทีมของ อังเก้ ปอสเตโคกลู สเปอร์สเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ด้วยการเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามซาน มาเมส แต่ความสำเร็จนั้นกลับกลายเป็นเพียง “ม่านบังตา” ที่ซ่อนปัญหาในลีก หลังทีมจบอันดับ 17 ในฤดูกาลเดียวกัน
ปัญหาสะสมทั้งในและนอกสนามยังคงกัดกินทีมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทัพที่ไม่ตอบโจทย์ เกมรับที่เปราะบาง การเสียประตูจากจังหวะโต้กลับ รวมถึงอาการบาดเจ็บของผู้เล่นตัวหลัก
เสียงวิจารณ์จากวงการฟุตบอลก็ยิ่งตอกย้ำวิกฤตครั้งนี้ โดย ปีเตอร์ เคราช์ มองว่าสเปอร์สคือทีมที่ฟอร์มแย่ที่สุดในลีก ขณะที่ อลัน เชียเรอร์ เตือนว่าหากทีมตกชั้นจริง จะเป็นเหตุการณ์ช็อกวงการไม่ต่างจากการที่ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในอดีต
จากจุดสูงสุดในยุโรป สู่การดิ้นรนหนีตกชั้นในประเทศ วันนี้สเปอร์สไม่ได้กำลังไล่ล่าความสำเร็จอีกต่อไป แต่กำลังต่อสู้เพื่อรักษาสถานะบนเวทีพรีเมียร์ลีกให้ได้ในฤดูกาลที่เหลืออยู่เท่านั้น
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews