จากการแถลงนโยบาลรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9–10 เมษายน 2569 รวมเวลาประมาณ 32 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ที่แม้นายกรัฐมนตรี จะย้ำถึงการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ โดยจะเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ส่งเสริมพลังงานทางเลือก และออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป พร้อมเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดต้นทุนธุรกิจ และเพิ่มกำลังซื้อ เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น
แต่ด้านฝ่ายค้านอภิปรายอย่างหนัก พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายแก้วิกฤตพลังงาน ยังไม่มีทิศทางชัดเจน และอาจแก้ปัญหาไม่ตรงจุด พร้อมทั้งวิจารณ์ยุทธศาสตร์รัฐบาลบางด้านว่าอาจเอื้อกลุ่มการเมือง และขาดรายละเอียดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริง และยังมีการตั้งคำถามเรื่องความสามารถในการรับมือราคาพลังงานและผลกระทบเศรษฐกิจระยะยาว
โดยทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้มีความซับซ้อนระดับโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ อาจทำให้เกิดภาวะพลังงานผันผวนและราคาน้ำมันมีแนวโน้มไม่ลดลงในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า รัฐบาลจึงต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งระบบ
ในระยะสั้น รัฐบาลจะเร่งดูแลค่าครองชีพประชาชน ผ่านมาตรการช่วยเหลือแบบตรงจุด ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคประมง พร้อมเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยยังคงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคา และไม่เลือกใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจากเป็นรายได้สำคัญในการดูแลระบบสาธารณสุข
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมความพร้อมด้านการเงินการคลัง หากวิกฤตยืดเยื้อ พร้อมย้ำบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่สะท้อนความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และในระยะยาว รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน และการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจสุขภาพ โดยเปิดทางให้เอกชนและนักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังวิกฤต
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงมาตรการดูแลค่าครองชีพ ย้ำการควบคุมราคาสินค้าและรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร พร้อมใช้กฎหมายป้องกันการขึ้นราคาและการกักตุนสินค้า โดยยอมรับว่าปุ๋ยยูเรียเป็นจุดเปราะบาง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้า และปัจจุบันมีสต็อกถึงกลางเดือนพฤษภาคมเท่านั้น รัฐบาลจึงเร่งเจรจาเรือบรรทุกปุ๋ยที่ติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ และหาทางนำเข้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตต่อมาตรการของรัฐบาล โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ระบุว่า ยังไม่เห็นความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบเป็นรายวัน โดยเฉพาะภาคประมงและราคาสินค้าอาหาร
ในขณะที่ปุ๋ยก็เริ่มขาดตลาด ก็ขอให้รัฐบาลช่วยตามต่อว่าจากไอ้โม่งน้ำมัน จะไปสู่ไอ้โม่งปุ๋ย และที่ผ่านมารัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ เดินตามหลังประชาชนมากเกินไป ในภาวะวิกฤติแบบนี้ ก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะเดินนำหน้าประชาชน 1 ก้าว และเดินนำหน้าภาคธุรกิจ 1-2 ก้าว
ขณะนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มองว่านโยบายการแก้ปัญหาราคาพลังงานขาดความชัดเจน และเป็นเพียง“การซื้อเวลา“ แม้จะพยายามเจรจาลดค่าการกลั่นน้ำมันลง 2 บาทต่อลิตร แต่ในความเป็นจริงค่าการตลาดหน้าปั๊มกลับปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5 บาท เป็น 10 บาทต่อลิตร สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลของมาตรการ และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกรงใจกลุ่มทุนมากกว่าความเดือดร้อนประชาชน และไม่มีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงแม้แต่น้อย และผลักภาระหนี้ให้ประชาชน…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews