“สุชาติ”เดินหน้าคุมเข้มไฟป่า–หมอกควัน เร่งลด PM2.5

การเมือง ข่าว

 

“สุชาติ”เดินหน้าคุมเข้มไฟป่า–หมอกควัน รับฟังทุกภาคส่วน เร่งลด PM2.5 ชี้แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงสูง

 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่14 กลุ่มป่า ณ ห้องประชุมพิทักษ์ไพร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) และผ่านระบบ VDO Conference เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหัวหน้ากลุ่มป่าเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

 

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมรับฟังข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และประเมินแนวโน้มในระยะถัดไป โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่30 มีนาคม 2569 พบจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศรวม 4,707 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2,493 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 1,720 จุด และนอกพื้นที่ป่า 494 จุด ขณะที่จุดความร้อนสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 63,803 จุด อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจุดความร้อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ลดลง 30.86% และในป่าสงวนแห่งชาติลดลง 28.11%
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งว่าแม้แนวโน้มจะดีขึ้น แต่ยังคงมีพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

นายสุชาติ กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติงานอย่างเสียสละ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด พร้อมระบุว่า ผลการดำเนินงานปีนี้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการสนับสนุนกำลังทางอากาศ เช่น เฮลิคอปเตอร์ เข้าควบคุมไฟในพื้นที่ยากลำบาก ส่งผลให้จำนวนจุดความร้อนลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

พร้อมกันนี้ ได้มอบนโยบายยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า โดยเน้นการดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทุกมิติ ภายใต้หลัก “รวดเร็ว ตรงเป้า มีประสิทธิภาพและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ประกอบด้วย 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่

 

1. บริหารจัดการไฟป่าแบบบูรณาการ “14 กลุ่มป่าแปลงใหญ่” ทำงานไร้รอยต่อ ใช้ระบบ Single Command และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลาง
2. ผนึกกำลังชุมชน ตั้งจุดเฝ้าระวัง 3,895 จุดทั่วประเทศ พร้อมปฏิบัติการเชิงรุกเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง
3. เสริมปฏิบัติการทางอากาศ ใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนเข้าควบคุมไฟในพื้นที่วิกฤต
4. ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงศูนย์สั่งการทุกระดับแบบเรียลไทม์
5. ปิดพื้นที่ป่าเสี่ยง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ลักลอบเผาป่า
6. สื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดผลกระทบต่อประชาชน

 

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร ให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนโดยเน้นการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบจากการเผา และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

 

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่แนวหน้า และขอบคุณภาคประชาชน รวมถึงเครือข่ายต่าง ๆ อาทิ สภาลมหายใจภาคเหนือ ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่