“วีระยุทธ” ถาม “พิพัฒน์” ทำไมเพิ่งติด GPS รถน้ำมันหลังวิกฤต – ขอรัฐบาลออกมาตรการนึกถึงหัวอกประชาชน ชี้มีอำนาจปรับภาษี 4 ตัวในมือ – อย่าช่วยแต่โรงกลั่น-ปั๊มใหญ่ ต้องเคลียร์ลักลอบน้ำมันเถื่อน ลบข้อครหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นกรณีวิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน ผ่านรายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ โดยตั้งคำถามต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นประธานว่า เหตุใดจึงเพิ่งสั่งติด GPS เพื่อตรวจสอบเส้นทางรถบรรทุกน้ำมันแบบ real time หลังสถานการณ์ผ่านช่วงวิกฤตรุนแรงไปแล้ว ทำให้เสียโอกาสในตรวจสอบพฤติการณ์กักตุนหรือลักลอบขนส่งน้ำมันในช่วงเวลาโกลาหล
นายวีระยุทธ ย้ำว่า นายพิพัฒน์เองเป็นคนเปิดประเด็นว่าจะจับ “ไอ้โม่ง” ในวันที่ 18 มี.ค. แต่หลังการประชุมวันต่อมาที่มีนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งหัวโต๊ะกลับออกมาแถลงว่าไม่มีไอ้โม่งแล้ว และชี้ว่าเป็นปัญหาของประชาชนคนธรรมดา หรือที่นายพิพัฒน์เรียกว่า “กองทัพมด” ที่ตื่นตระหนกแห่กักตุนกันเอง จึงไม่สามารถกลบข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งประธาน ศบก. ได้ นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังดำเนินนโยบายโดยมองจากมุมของกลุ่มธุรกิจใหญ่มากเกินไป แต่ไม่ได้มองจากมุมของคนธรรมดาทั่วไปที่ใช้รถ เกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ หรือคนที่หาเช้ากินค่ำและกำลังเดือดร้อนรุนแรงขึ้นทุกวัน
ในด้านการปรับลดราคาน้ำมัน นายวีระยุทธ ชี้ว่า เราต้องลงไปดู “โครงสร้างราคา” ให้ชัดๆ เพื่อจะได้รู้ว่าตรงไหนที่รัฐบาลมีอำนาจจัดการ โดยพบว่ามีตัวเลข 4 ตัวที่รัฐบาลสามารถพิจารณาปรับลดลงชั่วคราวได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า เช่นในกรณีเบนซิน 95 แต่ละลิตร จะมีต้นทุนของภาษีสรรพสามิต 7.50 บาท, ภาษีเทศบาล 0.75 บาท, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ของราคาขายส่ง) 2.92 บาท และเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาท แต่วีระยุทธก็ย้ำว่า รัฐบาลต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัว
ในส่วนของ “ค่าการกลั่น” ที่มีการถกเถียงกันมาก นายวีระยุทธ แสดงตัวเลขให้เห็นว่า ค่าการกลั่นมีการขึ้นแบบก้าวกระโดดชัดเจน จากที่เคยมีค่าเฉลี่ยเพียง 1.71–2.35 บาท ในช่วงปี 2567–68 แต่ในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ค่าการกลั่นทะยานขึ้นเป็น 6.46 บาทต่อลิตร จึงเป็นฐานที่ทำให้รัฐบาลสามารถเข้ามาเก็บ “ภาษีลาภลอย” ได้ แต่หากรัฐบาลจะทำ ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะเก็บเงินได้ทันที เพราะต้องไปออกกฎหมายและพิจารณาต้นทุนให้ชัดเจน เงินที่เก็บได้ก็ไม่ได้แปลงกลับมาเป็นส่วนลดให้กับประชาชนได้ในปัจจุบัน จึงควรนับเป็นมาตรการ “ขยักสอง” ไม่ใช่มาตรการที่รัฐบาลทำได้ใน “ขยักแรก” อย่างการปรับภาษีสรรพสามิต
ในช่วงท้ายของรายการ นายวีระยุทธสอบถามนายพิพัฒน์ว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตลาดน้ำมันไทยปั่นป่วน เกิดจากการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนทางเรือหรือไม่ แต่พิพัฒน์ยืนยันว่า “ไม่มีการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนทางเรือ” เพราะได้ขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมันและมั่นใจระบบการกำกับดูแลของรัฐ วีระยุทธแย้งว่าคำชี้แจงดังกล่าวขัดกับข้อเท็จจริงที่เราเห็นจากข่าวอยู่เป็นระยะ แม้แต่ในช่วงวิกฤตน้ำมันขาดที่ผ่านมา เพราะน้ำมันเถื่อนที่ลักลอบขนส่งทางเรือเป็นหนึ่งในปัญหาคอร์รัปชันที่คาราคาซังมายาวนาน แต่แทนที่รัฐบาลจะถือโอกาสนี้ลุยแก้ปัญหาจริงจัง กลับยอมรับความผิดปกติให้ดำรงอยู่ต่อไป แนวทางเช่นนี้จึงไม่สามารถลดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews