หลายภาคส่วนเดินหน้าหาทางออกแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังดงเดินหน้าตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง โดยล่าสุดมีการเข้าไปตรวจสอบที่ สำนักงานควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเล (แหลมฉบัง) ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

 

พล.ต.ท.รุทธพลฯ กล่าวว่า จุดนี้เป็นสำนักงานควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเล (แหลมฉบัง) เจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบความพร้อมของระบบและประสานการปฏิบัติกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อเป็นแนวทางการทำงานต่อไป ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดปกติในการทำงานของระบบควบคุม และพบว่าหน่วยงานภายใต้ ศรชล. มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนผลการจับกุมเรือน้ำมันเถื่อน เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ส่งเรือหลวงตากใบออกลาดตระเวนบริเวณเกาะคราม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี สามารถจับกุมเรือที่ใช้ชื่อปลอม ซึ่งจดทะเบียน เป็นเรือเดินในลำน้ำแต่นำมาวิ่งในทะเล พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ทางกรมสรรพสามิตและกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย (พ.ร.บ.เรือไทย และ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย)
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้กัปตันเรือจะให้การปฏิเสธ แต่จากเส้นทางการเดินเรือพบว่าออกจากพื้นที่ศรีราชาและมีปลายทางที่ปากน้ำระยอง ปัจจุบัน ศรชล.ภาค 1 กำลังสืบสวนขยายผลทางลับเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง

พล.ต.ท.รุทธพลฯ ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของ IRPC ตรวจสอบพบว่าตั้งแต่ช่วงที่มีวิกฤตปัญหาน้ำมัน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้ลดการผลิตน้ำมัน และส่งจำหน่ายตามปกติ ไม่มีการกักตุน แต่ในส่วนของน้ำมันประมง (น้ำมันเขียว) ที่ปัจจุบันมีราคาสูงกว่าทางบก จึงไม่มีผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันเขียวมารับซื้อ เนื่องจากหันไปซื้อที่คลังหรือสถานีบริการน้ำมันแทน ปัจจุบันจึงยุติการผลิตและจำหน่าย แต่ได้แปรน้ำมันเขียวมาเป็นยูโร 5 ใช้ในประเทศแทน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการปฏิบัติงานระยะต่อไป เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันเป้าหมายที่มีบัญชีรายชื่อแล้ว โดยในวันพุธที่ 1 เมษายนนี้ จะมีการเรียกประชุมหน่วยงาน  ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ เช่น รอง ผบ.ตร., DSI, กรมธุรกิจพลังงาน, กรมสรรพสามิต, กรมศุลกากร เพื่อบูรณาการข้อมูลและกำหนดทิศทางการทำงาน หาข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานร่วมกันต่อไป

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ประชุมคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง หลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบว่าค่าการกลั่นปรับตัวสูงกว่าระดับปกติจนกระทบ ต่อเสถียรภาพราคาและภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยคณะทำงานชุดนี้ จะเร่งรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลต้นทุนเชิงลึกจากหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบกิจการโรงกลั่น ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ต้นทุนส่วนเพิ่ม ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงผลกำไรและขาดทุนของโรงกลั่น เพื่อนำมาประเมินค่าการกลั่นให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด แต่ก็จะพิจารณาให้เกิดความยุติธรรมกับทุกภาคส่วน ก่อนนำผลที่ได้เสนอเป็นแนวทาง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการกิจการโรงกลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสมในช่วงวิกฤตนี้ต่อไป

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน แสดงความคิดเห็น ทางเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ต่อกรณีที่ กรมธุรกิจพลังงาน มีการนำเสนอข้อมูลของห่วงโซ่อุปทาน ว่า ข้อมูลน้ำมันตั้งแต่จัดหามา เข้าโรงกลั่น > กระจาย > ไปตามปั้มทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าดีมาก แต่ข้อมูลยังเป็นแบบข้อมูลนิ่งๆ (Static Content)

คำแนะนำต่อคือ นำข้อมูลเหล่านี้สร้างเป็น Dashboard ที่สามารถดูข้อมูลได้แบบ ปรับข้อมูลได้ (Dynamic Content) ซึ่งทำได้ไม่ยาก

แนะนำให้ทำเป็น Open Data หรือ “ข้อมูลเปิด” หากทำไม่เป็น “ผมยินดีเสนอตัวเข้าไปช่วยทำระบบให้ครับ.!” จะได้เปิดให้ประชาชน และหน่วยงานรัฐภายในได้ใช้กัน สอดส่องติดตามน้ำมันของประเทศไทย ตามที่เคยเสนอแนวทางไปตอนที่อภิปรายในสภาฯ

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่