“บิ๊กโจ๊ก”ส่งทนายลุยฟ้องกราวรูด 10 ตำรวจชุดทำคดี BNK Master

อาชญากรรม ข่าว

 

“บิ๊กโจ๊ก” ส่งทนายลุยฟ้องกราวรูด 10 ตำรวจชุดทำคดี BNK Master เอาผิดคดี ม.157 และกลั่นแกล้งรับโทษอาญา – ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง 27 เม.ย.69

 

วันนี้ ( 30 มี.ค.69 ) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบอำนาจให้ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ มายื่นฟ้อง นายตำรวจ ยศ พลตำรวจตรี จำนวน 2 นาย ยศ พ.ต.อ. 2 นาย พร้อมคณะ พนักงานสืบสวนสอบสวน ที่รับผิดชอบคดี เว็บพนัน BNK Master รวม 10 นาย เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ในฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ว่าได้มีการกระทำความผิดเพื่อจะกลั่นแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น

นายสัญญาพัชระ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ในคดี BNK Master ได้เข้าร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสน. เตาปูนเพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 3 ราย ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์และสมคบฟอกเงิน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2566 และเป็นที่น่าสังเกตว่าพนักงานสอบสวนที่มารับเรื่องไม่ใช่พนักงานสอบสวน เวรไม่มีตารางเวรต้องเข้าปฎิบัติหน้าที่ในวันและเวลาดังกล่าว จากนั้น วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 พนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย และเข้าจับกุมตัวพร้อมกับ ตรวจค้นยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาซึ่งขณะถูกจับกุมตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พูดจากับผู้ต้องหาในลักษณะสืบทอดไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา ของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์

จากนั้นวันที่ 22 กันยายน 2566 พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับตำรวจแปดนายโดยมีเจตนาปกปิดยศตำแหน่งอาชีพและไม่แจ้งให้ศาลทราบว่าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นเหตุ ให้ศาลออกหมายจับตำรวจทั้งแปดนาย

วันที่ 25 กันยายน 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจคณะพนักงานสอบสวนได้มีการกระจายกำลังไปทำการจับกุมตำรวจทั้ง 7 นายและมีรายชื่อ พันตำรวจตรีรายหนึ่ง ปรากฏว่ามีการขอหมายค้นเข้าไปจับกุม บ้านพักของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ซึ่งขณะเข้าจับกุมมีการเสนอข่าวอย่างแพร่หลายทำให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่าเป็นการเข้าจับกุม พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ซึ่งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

เนื่องจากว่าหลายท่านเกี่ยวข้องในชุดของกองบังคับการของการดำเนินการการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสับสนการดำเนินการมีข้อสังเกตในหลายประเด็นตั้งแต่การแจ้งความต่อพนักงานสับสนซึ่งในการเข้าปฎิบัติหน้าที่ในวันและเวลาดังกล่าวแสดงการดำเนินการชุดของกรมตำรวจซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเข้าเวรรับแจ้งความดำเนินการจนความพยายามที่จะออกหมายจับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ตั้งแต่ยังไม่มีมาเลือกแต่ศาลคงเห็นว่าว่าไม่มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจะไม่อนุญาตในครั้งแรก แต่ตอนหลังมีการใช้เส้นในคดีคดีที่เกี่ยวข้องในคดีมินนี่และแยกเป็นคดีขอ BNK master

สำหรับคดี BNK Master หากดูเรื่องเส้นเงินจะพบว่า มีเส้นทางการเงินสูงถึง 450 ล้านบาทแต่ตามกฎหมายหากมีเส้นเงิน เกิน 300 ล้านบาท ต้องอยู่ในอำนาจของ กรมกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอและ ปปช. และในส่วนของการดำเนินคดีกับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ เป็นที่ทราบแต่แรกว่าในการดำเนินการซึ่งควรจะเป็นอำนาจของ ดีเอสไอ และ ปปช. แต่ปรากฏว่ามีการเก็บกักสำนวนไว้ กว่า 100 วัน ทั้งที่จริงแล้ว พนักงานสอบสวน มีอำนาจเพียงแค่ 30 วัน แต่ ขณะเดียวกันคดีของตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งตำรวจทำสำนวน ส่ง ปปช.ใน 30 วัน

แต่ปรากฏว่า เมื่อมีการแบ่งหน้าที่เป็นขั้นเป็นตอนแล้ว จนนำสู่การดำเนินการเมื่อออกหมายจับแล้วก็เอาไปเป็นเหตุในการที่จะดำเนินการเพื่อส่งในเรื่องของวินัยร้ายแรง เพื่อให้ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ พ้นจากเส้นทางของการที่จะได้รับการพิจารณา เสนอชื่อตามอาวุโสและผลงาน เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ต้องการที่จะนำคดีที่มองว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม เข้ามาพิสูจน์กันในชั้นศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาและให้ความเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน บิ๊กโจ๊กยัง ฝากข้อความผ่านทนาย ถึง พนักงานสอบสวนว่า การจะดำเนินการอะไรก็ตามขอให้ทำตามกรอบของกฎหมาย อย่าล้ำออกนอกกรอบเพราะหากวินิจฉัยเลยกรอบอำนาจของตนเอง นั่นหมายถึงจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่คุณกระทำลงไป

ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง รับสำนวนไว้เป็นคดีที่ อท.63/2569 พร้อมกับนัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องว่าจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ในวันที่ 27 เม.ย.69 เวลา 9.30 น.

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่